“คุณพ่อสมเด็จ” จากผู้ป่วยวิกฤต สู่วันที่กลับมาเดินและพูดได้

Table of Contents

“คุณพ่อสมเด็จ” ผู้ป่วยบาดเจ็บทางสมองจากอุบัติเหตุไม่คาดฝัน มีเลือดออกภายในกะโหลกศีรษะ (Intracranial Hemorrhage) ส่งผลให้สมองกลางกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ร่วมกับเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง (SAH) เลือดออกระหว่างกะโหลกกับเยื่อหุ้มสมอง (EDH) กระดูกไหปลาร้า กระดูกสะบักหัก และภาวะแทรกซ้อนจากปอดอักเสบ จนทำให้คุณพ่อไม่รู้สึกตัวนานกว่า 10 วัน

.

สำหรับ “คุณนัทและคุณนัน” ในฐานะลูกชายทั้ง 2 คน กับระยะทางที่ห่างกับพ่อมากกว่า 400 กม. ยิ่งทำให้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นยิ่งกว่าฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่น ไม่ใช่แค่เรื่องของการรักษา แต่เป็นช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ความกลัว แม้แต่แพทย์ผู้ทำการรักษาก็สามารถบอกถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นฟู ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า คนที่รักจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้แค่ไหน

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วแทบไม่ทันตั้งตัว

ในวันที่เกิดเหตุ เพื่อนโทรมาแจ้งว่าคุณพ่อประสบอุบัติเหตุ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบตั้งตัวไม่ทัน คุณนัทกับคุณนันอยู่กรุงเทพฯ ในขณะที่คุณพ่ออยู่ที่จ.ตาก ระยะทางมากกว่า 400 กม. ความกลัวยิ่งถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งรับ โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่า พ่อไม่รู้สึกตัว

.

คุณนัท : “วันที่เกิดเหตุ เพื่อนผมที่เป็นอาสาสมัครโทรมาบอกว่า พ่อเกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นผมช็อกมาก แทบจะไม่มีสติเลย ตอนนั้นไม่คิดอะไรเลย รีบขับรถจากกรุงเทพฯ ไปแม่สอดทันที ในหัวมีแค่อย่างเดียว…ต้องไปให้ถึงพ่อให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”

10 กว่าวันที่ไม่รู้สึกตัว…ช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิต

พ่อนอนนิ่งอยู่ใน ICU ไม่ตอบสนอง ไม่เคลื่อนไหว ณ ตอนนั้นคำว่า “เจ้าชายนิทรา” ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่ห้อง ICU เต็มไปด้วยเครื่องมือแพทย์ แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะช่วยทำให้พ่อตื่นขึ้นมาได้ครอบครัวทำได้เพียงแค่ “รอ”

.

คุณนัท : “กลัวมากครับ กลัวว่าพ่อจะกลายเป็นเจ้าชายนิทรา เพราะพ่อหลับไปมากกว่า 10 วัน กลัวว่าพ่อจะไม่ตื่นอีก เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอครับ ความหวังตอนนั้นไม่ขออะไรเลย ขอแค่พ่อฟื้นขึ้นมาก็พอ” 

หนักเกินรับไหว…อะไรที่เป็นไปได้พร้อมแลกทุกอย่าง

เมื่อสอบถามถึงความรู้สึกในวันที่รู้ว่าคุณพ่อยังไม่รู้สึกตัว คุณนัทนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า “ตอนนั้น…รับไม่ไหวจริง ๆ ครับ” มันคือ ช่วงเวลาที่ทำได้แค่ “รอ” รอทั้งที่ไม่รู้เลยว่า…ปลายทางของการรอคืออะไร หรือจะมีวันนั้นจริงไหม

.

คุณนัท : “รับไม่ไหวจริง ๆ ครับ ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากรอ ตอนนั้น เราคิดอย่างเดียว ทำยังไงก็ได้ให้พ่อได้รับการรักษาที่ดีที่สุด ถ้ามีอะไรที่ช่วยให้พ่อกลับมาได้ เราพร้อมทำทุกอย่าง”

ความหวังที่กลายเป็นจริง แต่ไม่เหมือนอย่างที่คิด

ในที่สุดความหวังก็กลายเป็นจริง เมื่อพ่อสมเด็จก็ลืมตาและรู้สึกตัวมากขึ้น ทุกอย่างดูจะดีขึ้นทุกอย่าง แต่กลับกลับกลายเป็นว่า สายตาที่พ่อมองมาเหมือนล่องลอย ไม่โฟกัส ไม่มีคำพูด หรือเสียงตอบรับอะไร นอกจากเสียงเคาะเตียงซ้ำ ๆ ที่ทางครอบครัวไม่มีวันเข้าใจ

.

คุณนัท : “ตอนที่พ่อลืมขึ้นมา ผมดีใจมากครับ เพียงแต่สายตาที่พ่อมองมา เหมือนเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ไม่มีคำพูดหรือคำสั้น ๆ อะไรทั้งนั้น นอกจากเสียงเคาะเตียง ผมนอนเฝ้าเกือบ 2 อาทิตย์ พ่อไม่พูดเลยครับ เคาะเตียงทั้งคืน ตี 1 ถึงตี 5 ก็ยังเคาะ แล้วผมไม่รู้จริง ๆ ว่าที่เขาเคาะเพราะเรียก เจ็บ หรืออยากบอกอะไรผม”

หลังจากพ่อฟื้นขึ้นมาแล้ว วางแผนการรักษาต่ออย่างไร

หลังจากพ่อผ่านสถานการณ์วิกฤต และรู้สึกตัวดีได้ประมาณ 2 สัปดาห์ คุณนัทและคุณนันจึงเริ่มมองหาทางฟื้นฟู โดยเน้นเรื่อง “คุณภาพการรักษา” และ “ความสะดวกในการเดินทาง” เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างต่อเนื่อง

.

คุณนัท : “หลังพ่อเริ่มรู้สึกตัวได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ผมสอบถามคุณหมอประจำตัวของคุณพ่อว่า หลังจากนี้ควรทำอะไรต่อ
คุณหมอแจ้งว่า สามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ หรือจะทำกายภาพบำบัดต่อที่โรงพยาบาลเดิมก็ได้ แต่ด้วยระยะทางที่ค่อนข้างไกลจากกรุงเทพฯ ผมเลยตัดสินใจมองหาศูนย์ฟื้นฟูในกรุงเทพฯ เพื่อให้สามารถดูแลต่อเนื่องได้สะดวกมากขึ้น”

วันที่เริ่มเห็นความหวังอีกครั้ง

จากช่วงแรกที่คุณพ่อสมเด็จไม่สามารถสื่อสาร ในที่สุด คุณพ่อก็เริ่มพูดอีกครั้ง คำธรรมดาที่คนทั่วไปอาจมองข้าม
แต่สำหรับครอบครัว นั่นคือสิ่งที่คาดหวังมากที่สุด 

.

คุณนัท : “คุณพ่อดีขึ้นเยอะเลยครับ หลัก ๆ จะเป็นเรื่องอารมณ์ และการเคลื่อนไหว เพราะคุณพ่อเกิดอุบัติเหตุตอนช่วง 2 ธันวาคม จนมาถึงปัจจุบัน ประมาณ 1-2 เดือน ถือว่า คุณพ่อฟื้นตัวไวมากครับ แต่ยังต้องใช้เวลาอีกเยอะ จากเดิมที่ไม่พูดเลย ก็เพิ่งมาพูด และเดินได้อีกครั้งที่นี่เลยครับ”

มากกว่าความประทับ คือ บริการที่ใส่ใจของทีมงาน 

นอกจากแนวทางในการฟื้นฟูแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกศูนย์ฟื้นฟูสำหรับคุณนัทและคุณนัน คือ คุณภาพบริการและความปลอดภัยสำหรับคุณพ่อ การดูแลความสะอาด จึงไม่ใช่แค่รายละเอียดเล็ก ๆ แต่เป็น “ความสบายใจ” ของครอบครัว

.

คุณนัท : “ถ้าถามสิ่งที่ประทับใจที่นี่ ประทับใจหลายอย่างเลยครับ หลัก ๆ จะเป็นการดูแลครับ ที่นี่ดูแลดีมาก ทั้งคุณหมอ นักกายภาพบำบัด และทีมบนวอร์ด แล้วที่นี่ก็สะอาดมาก ๆ ด้วย จริง ๆ ผมกับครอบครัวกังวลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษเลยครับ เพราะช่วงแรก ๆ พ่อมีอาการสับสน ทำให้ปัสสาวะไม่เป็นที่ ผมเลยกังวลเรื่องการติดเชื้อมาก ๆ ครับ แต่พอมาอยู่สักพักผมก็สบายใจเลยให้พ่อฟื้นฟูที่นี่ต่อครับ ” 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากบอกอะไรตัวเองไหม?

คุณนัท : “ถ้าย้อนกลับไปได้ ก็อยากจะบอกให้พ่องดแอลกอฮอล์ แล้วก็ใส่หมวกกันน็อกก่อนขี่มอเตอร์ไซด์ทุกครั้ง เพราะถ้าวันนั้นพ่อใส่หมวกกันน็อก อาการอาจจะไม่หนักขนาดนี้ครับ”

เรื่องราวของคุณพ่อสมเด็จ สะท้อนให้เห็นว่า หลังผ่านช่วงวิกฤตของการบาดเจ็บทางสมอง สิ่งสำคัญไม่แพ้กับการรักษา คือ “การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง” ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และการใช้ชีวิตประจำวัน

จากวันที่ไม่สามารถสื่อสาร
ไม่ตอบสนอง
และไม่มีใครรู้ว่า คุณพ่อจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มากแค่ไหน

วันนี้…คุณพ่อสามารถเริ่มพูด เดิน และกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวได้อีกครั้ง

ที่ PNKG Recovery and Elder Care เราเชื่อว่า ผู้ป่วยแต่ละคนมีเส้นทางการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน การดูแลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำกายภาพบำบัดเพียงอย่างเดียว แต่คือการฟื้นฟูแบบองค์รวม ผ่านทีมสหวิชาชีพ ทั้งแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และทีมดูแลเฉพาะทาง ที่ช่วยวางแผนการฟื้นฟูให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงการดูแลด้านอารมณ์ ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ทุกการฟื้นฟู ไม่ใช่แค่ “ดีขึ้น” แต่คือการได้กลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด

สำหรับครอบครัวที่กำลังเผชิญกับภาวะเดียวกัน
PNKG พร้อมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ และอยู่เคียงข้างในทุกขั้นตอนของการฟื้นฟู

ส่งอาการเบื้องต้นให้เราช่วยประเมิน

ปรึกษากับทีมแพทย์และนักฟื้นฟูของเรา เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างมั่นใจ และตรงกับอาการมากที่สุด