บอกเล่าประสบการณ์จริงของ “คุณพ่อสมชาย” ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองครั้งที่ 5 กับบทเรียนชีวิตที่เปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน จากคนที่เคยทำกับข้าวให้ลูก ๆ ทาน แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับครอบครัวในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ชีวิตกลับพลิกผันเมื่ออาการหลังสโตรกในครั้งนี้ไม่เหมือนอย่างครั้งที่ผ่านมา คุณพ่อไม่สามารถสื่อสารหรือรับประทานอาหารได้ปกติ ไม่สามารถทำตามคำสั่ง หรือเคลื่อนไหวร่างกายตามที่ต้องการได้อีกต่อไป
.
คุณพ่อสมชาย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบครั้งที่ 5 ได้รับการรักษาด้วยการฉีดสลายลิ่มเลือด แต่กลับเกิดเลือดออกในสมองซ้ำ และจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ เพื่อหยุดเลือดที่ไหล หลังทำการรักษา คุณพ่อจำเป็นต้องใส่สายอาหาร และสายสวนปัสสาวะ พ่วงมาพร้อมกับภาวะหลังสโตรกที่ไม่เหมือนกับ 4 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาเรื่องการสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ อาการอ่อนแรง รวมถึงปัญหาเรื่องความคิดความเข้าใจ และนั่นคือจุดที่ทำให้คุณนุ่นรู้ว่า การรักษาอย่างเดียวอาจไม่พอ
สโตรกครั้งที่ 5 บทเรียนครั้งนี้…หนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
ด้วยประสบการณ์ที่เคยเจอสโตรกถึง 4 ครั้ง ทำให้คุณนุ่นสามารถจับสัญญาณเตือนสโตรกได้ทันที เพียงแต่สโตรกในครั้งนี้ กลับสร้างผลกระทบมากกว่าทุกครั้ง เดิมทีคุณพ่อมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ 4 ครั้ง และทุกครั้งคุณหมอจะทำการรักษาด้วยการฉีดยาสลายลิ่มเลือด สักพักคุณพ่อก็สามารถกลับมาสื่อสารและทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้ตามปกติ แต่ครั้งนี้กลับต่างไปจากเดิม
.
คุณนุ่น : “วันที่เกิดเหตุ นุ่นไปเจอพ่อยืนนิ่ง ๆ พอเราพยายามเรียก แต่พ่อไม่ตอบกลับ ปากเบี้ยว และมีน้ำลายไหล จากประสบการณ์ที่นุ่นเคยเจอสโตรกมาแล้วถึง 4 ครั้ง เรารู้ทันทีเลยว่าอาการนี้ไม่ปกติ เลยรีบพาพ่อส่งโรงพยาบาลทันทีตอนที่คุณพ่อเป็นสโตรกครั้งแรก-ครั้งที่ 4 หลังจากหมอให้ยาสลายลิ่มเลือด พ่อก็กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ว่าจะเป็นการกิน เดิน หรือขับรถ แต่ครั้งนี้ถึงจะฉีดยาแล้ว พ่อก็ยังพูดไม่ได้ เดินไม่ได้ และช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้เลยค่ะ”
รับมือสโตรกอย่างมีสติ ทำยังไงก็ได้ขอแค่พ่อไม่ติดเตียง
เพราะสโตรกไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แน่นอนว่าครอบครัวไหนก็ตามที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้ต้องรู้สึกตกใจหรือบางครอบครัวอาจล้มเลยด้วยซ้ำ ซึ่งคุณนุ่นเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ประสบเหตุการณ์นี้เช่นกัน
คุณนุ่น : “นุ่นเชื่อว่าใครที่มีประสบการณ์เหมือนนุ่นครั้งแรก ทุกคนตกใจหมดค่ะ ตอนนั้นนุ่นเองก็ตกใจเหมือนกัน ต่อให้ไม่ใช่ครั้งแรก ยังไงก็ไม่มีวันชินค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่นุ่นคิดได้ คือ เราต้องมีสติและเข้มแข็งค่ะ ทำยังไงก็ได้ ขอแคพ่อไม่มีอาการข้อยึด ไม่ติดเตียงก็พอ”
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การทำกายภาพบำบัด
หลังจากรู้ว่าการรักษาในครั้งนี้ คุณพ่อจะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อย่างที่ผ่านมา ถึงจะเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ยังคงเชื่อว่า คุณพ่อยังมีโอกาสฟื้นตัวได้มากกว่านี้ิ ถ้ารีบทำอะไรสักอย่าง คุณนุ่นจึงรีบค้นหาข้อมูล จนได้รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังเป็นสโตรก คือ การทำกายภาพบำบัด
.
คุณนุ่น : “ตอนนั้นตกใจมากค่ะ ทุกอย่างเกิดไวมากแค่คืนเดียวเอง จากคนที่เคยพูดได้ เดินได้ กินได้ กลายเป็นทำอะไรไม่ได้ เลยปรึกษาคุณหมอว่ามีโอกาสจะกลับมาเหมือนเดิมไหม? คุณหมอแจ้งว่า สมองเสียหายค่อนข้างเยอะ โอกาสกลับมาค่อนข้างน้อย แต่เราก็ไม่ยอมแพ้นะคะ รีบหาข้อมูลหลังเป็นสโตรกต้องทำอะไรบ้าง? จนกระทั่งเจอ PNKG และทราบว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดหลังเป็นสโตรก คือ การทำกายภาพบำบัดค่ะ“
ทำไมถึงตัดสินใจเลือกใช้บริการ PNKG
เพราะการเลือกสถานที่ฟื้นฟูแค่สิ่งสะดวกอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณนุ่น คือ ความสะอาด และแนวทางการฟื้นฟูที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุด
.
คุณนุ่น : “ตอนนั้นนุ่นหาข้อมูลหลายที่เลยค่ะ ทั้งศูนย์ฯ ที่มีรีวิวดี ๆ สถานที่ใกล้บ้าน รวม ๆ แล้วประมาณ 3-4 ที่ได้ค่ะ เกณฑ์การพิจารณาของนุ่นจะดูที่ความสะอาด ความปลอดภัย และการทำกายภาพบำบัดที่เข้มข้น ซึ่งก่อนจะเลือก นุ่นก็ไปดูสถานที่จริงก่อน จนมาเจอ PNKG ตอนเดินเข้าไปครั้งแรก ความรู้สึกของเรา คือ ที่นี่ดูปลอดภัยสำหรับพ่อ สะอาด มีการทำกิจกรรมเข้มข้นจริง ๆ เลยตัดสินใจลองใช้บริการที่นี่ค่ะ”
พัฒนาการเปลี่ยนแปลงภายใน 2 สัปดาห์
ด้วยรอยโรคที่เกิดขึ้นทำให้การฟื้นฟูในช่วงแรกของคุณพ่อสมชายค่อนข้างยากมาก ๆ เพราะคุณพ่อมีปัญหาเรื่อง Cognitive หรือไม่เข้าใจคำสั่ง จึงจำเป็นต้องพึ่งการซัพพอร์ตจากทีม 100% จนเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ด้วยรูปแบบการฝึกซ้ำ ๆ เน้นความสม่ำเสมอ ทำให้คุณพ่อเริ่มเข้าใจคำสั่งง่าย ๆ และเริ่มเข้าใจ Step การเคลื่อนย้ายตัวเองได้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งทางทีม 100% เหมือนช่วงแรก ๆ
.
คุณนุ่น : “ในช่วงแรกคุณพ่อยังไม่เข้าใจคำสั่งเลยค่ะ น้อง ๆ เลยต้องซัพพอร์ต 100% เลย แต่พอเริ่มสัปดาห์ที่ 2 นุ่นเห็นพ่อเริ่มจับวีลแชร์ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นหนึ่งใน Step การเคลื่อนย้ายตัวเอง เพราะช่วงแรกคุณพ่อไม่เข้าใจคำว่า “จับรถเข็น” หรือ “ย้ายตัวเอง” เลยค่ะ แต่เพราะน้อง ๆ ฝึกซ้ำทุกวัน ให้จับรถเข็นทุกวัน และฝึก Step แบบเดิมอย่างสม่ำเสมอ จนคุณพ่อเริ่มทำได้ และค่อย ๆ ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”
8 ตุลาคม คำสั้น ๆ แต่มีความหมาย
อีกหนึ่ง Pain Point ใหญ่ของคุณพ่อ คือ ปัญหากด้านการสื่อสาร ช่วงแรกคุณพ่อพยายามขยับปาก เหมือนจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่ยังไม่มีเสียง จนวันที่ 8 ตุลาคม คุณพ่อเริ่มส่งเสียง “เอิ้ล” เป็นครั้งแรก
.
คุณนุ่น : “ด้วยความที่สมองคุณพ่อได้รับความเสียหายด้านการสื่อสารโดยตรง ทำให้ช่วงแรกพ่อพยายามขยับปาก เหมือนจะสื่อสารอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีเสียงออกมา พ่อเลยอารมณ์เสียบ่อย ๆ ค่ะ เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่แกพยายามสื่อสารเลย”
.
“จนวันที่ 8 ตุลาคม นุ่นจำได้ดีเลยค่ะ เพราะวันนั้นเป็นวันแรกที่พ่อส่งเสียง “เอิ้ล” ออกมา ตอนนั้นนุ่นตกใจมาก เพราะไม่รู้ทำไมแกถึงส่งเสียงออกมา จากนั้นพ่อก็เริ่มพูดเป็นคำ ๆ มากขึ้น เช่น เอา ไม่เอา เหนื่อย ฯลฯ หรือบางทีน้อง ๆ Care Staff ถามคุณพ่อว่าอยากห่มผ้าไหม พ่อก็บอกว่า ห่ม ถึงจะไม่ชัด แต่เขาก็พูดได้ เพราะสมองได้รับความเสียหายด้านการสื่อสาร ทำให้การฟื้นตัวอาจจะกลับมาได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยพ่อก็บอกความต้องการสั้น ๆ ได้บ้าง”
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดหลังเข้ารับการฟื้นฟู
นอกจากปัญหาเรื่องความคิดความเข้าใจ อีกหนึ่งจุดที่ทางครอบครัว Concern เป็นพิเศษ คือ สายอาหาร (NG Tube) เนื่องจาก คุณพ่อมีน้ำลายและเสมหะค่อนข้างเยอะ ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากได้
.
คุณนุ่น : “ช่วงแรกคุณพ่อยังปรับตัวไม่ได้ ไม่ค่อยชินในการขึ้นรถวีลแชร์ เพื่อลงไปทำกายภาพบำบัด ช่วง 2-3 วันแรกพ่อจะต่อต้านหน่อย ตอนแรกนุ่นแอบคิดว่าที่นี่ทำกายภาพบำบัดหนักไป เพราะพ่อไม่ชินกับการฝึก 2 คาบต่อวัน และมีการอาบน้ำเช้า-เย็น ซึ่งที่นี่จะเน้นการทำซ้ำ ๆ เพื่อให้คุณพ่อคุ้นชิน จากเดิมที่เป็นการลุกนั่ง 5 ครั้งต่อเซต ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็น 15-20 ครั้งต่อเซต ทำให้พ่อแข็งแรงขึ้น เสมหะกับน้ำลายค่อย ๆ ลดลง”
.
พัฒนาการเกือบ 2 เดือนสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การถอดสายอาหารค่ะ เพราะช่วงแรกพ่อมีน้ำลายและเสมหะค่อนข้างเยอะ ทำให้ต้อง Suction บ่อย แต่พอได้มีการออกกำลังกายกับทางทีมกายภาพบำบัด เสมหะของคุณพ่อค่อย ๆ น้อยลง ทางน้องกิจกรรมบำบัดเลยแนะนำให้ทำการประเมิน VSFF เพื่อดูว่า การกลืนอาหารของคุณพ่อมีบางส่วนลง หลอดอาหารไหม ซึ่งคุณพ่อสามารถกลืนอาหารได้ปกติ น้องเลยฝึกกลืนอาหารเรื่อย ๆ จนคุณพ่อสามารถทานอาหารและยาทางปากได้ และถอดสายได้ค่ะ”
เพราะทุกคนดูแลพ่อเหมือนคนในครอบครัว
เมื่อสอบถามสิ่งที่คุณนุ่นประทับใจมากที่สุดในการใช้บริการที่ PNKG คำตอบของคุณนุ่น คือ ที่นี่ให้บริการเหมือนกับคนในครอบครัว จนผู้ป่วยไว้ใจและเปิดใจกับการฝึกมากยิ่งขึ้น
คุณนุ่น : “สิ่งที่นุ่นประทับใจมากที่สุด คือ ทีมกายภาพบำบัดและทีม Care Staff ค่ะ ทุกคนดูแลคุณพ่อเหมือนคนในครอบครัวจริง ๆ โดยไม่รังเกียจ หรือดุคุณพ่อเลย ทุกคนทำทุกอย่างด้วยความเข้าใจจริง ๆ ค่ะ เช่น ระหว่างการทำกายภาพบำบัดในช่วงแรก คุณพ่อจะมีปัญหาน้ำลายไหลค่อนข้างเยอะ แต่น้อง ๆ ก็ไม่ได้รังเกียจ เช็ดให้คุณพ่อเรื่อย ๆ เหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวจริง ๆ น้อง ๆ ทำให้พ่อรู้สึกเหมือนที่นี่เป็น Safe Zone ไม่ใช่แค่มาเพื่อฝึกอย่างเดียว ทำให้พ่อเริ่มเปิดใจกับการฝึกมากยิ่งขึ้น ไม่กลัวที่จะล้มเหมือนแรก ๆ เลยค่ะ”
.
“นุ่นพอใจกับผลลัพธ์การฟื้นฟูนะคะ เพราะการถอดสายอาหารทำให้พ่อได้รับรสชาติอาหารได้เต็มที่ ส่วนเรื่องการเดิน นุ่นเข้าใจว่าต้องใช้เวลา ถึงคุณพ่อจะยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ แต่ก็ทรงตัวได้ ข้อไม่ยึด เคลื่อนย้ายตัวเองได้ รวมถึงการอาบน้ำ ถึงจะไม่ได้ 100% แต่อย่างน้อยก็ช่วยเหลือตัวเองได้ส่วนนึงก็ดีใจมากแล้วค่ะ”
.
เรื่องราวของคุณพ่อสมชาย ทำให้เห็นว่าสโตรกครั้งที่ 5 สามารถเปลี่ยนชีวิตคุณพ่อสมชายไปในชั่วข้ามคืน จากคนที่เคยใช้ชีวิตปกติ กลายเป็นต้องพึ่งพาการดูแลตลอดเวลา ถึงแพทย์ประเมินว่า โอกาสฟื้นตัวมีไม่มาก แต่ครอบครัวก็ยังไม่ยอมแพ้ และเลือกเดินหน้าฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการไม่ยอมแพ้ในวันนั้น ทำให้วันนี้ คุณพ่อสามารถถอดสายอาหาร สื่อสารเป็นคำสั้น ๆ และช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน ถึงจะยังไม่กลับมา 100% แต่ทุกพัฒนาการ คือ ความหวังของครอบครัว เพราะสำหรับพวกเขา แค่ไม่ติดเตียง = ดีเพียงพอแล้ว

Content Writer มีประสบการณ์ด้านงานเขียนสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่ายมากกว่า 5 ปี




