ankle foot orthosis คืออะไร ต่างจาก KFO ยังไง | PNKG

4 วิธีเลือกศูนย์กายภาพบำบัด เลือกอย่างไรให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
Table of Contents

Ankle Foot Orthosis คือ อุปกรณ์พยุงข้อเท้าและเท้า มักเรียกย่อว่า AFO ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหายกปลายเท้าไม่ขึ้นหรือข้อเท้าไม่มั่นคง เช่น หลังโรคหลอดเลือดสมองหรือไขสันหลังบาดเจ็บ หน้าที่หลักคือช่วยยกปลายเท้าไม่ให้ห้อยหรือสะดุดพื้น และช่วยคุมมุมข้อเท้าให้มั่นคงขณะเดิน

Ankle Foot Orthosis คือ อะไร เทียบกับ KAFO ต่างกันตรงไหน

AFO (Ankle-Foot Orthosis)KAFO (Knee-Ankle-Foot Orthosis)
ครอบคลุมส่วนไหนข้อเท้าและเท้าข้อเท้า เท้า และข้อเข่า
เข่าขยับได้ไหมได้ เข่าเคลื่อนไหวตามธรรมชาติควบคุมมุมเข่าไว้ ไม่ให้งอพับหรือเหยียดเกิน
เหมาะกับใครกล้ามเนื้อรอบเข่ายังควบคุมได้ดี มีปัญหาแค่ข้อเท้า-เท้า เช่นภาวะเท้าตกกล้ามเนื้อรอบเข่ายังควบคุมได้ไม่พอ เสี่ยงเข่าพับตอนลงน้ำหนัก

การเลือกว่าจะใส่ AFO หรือ KAFO ไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวตัดสินใจเอง ต้องประเมินร่วมกับนักกายภาพจากกำลังกล้ามเนื้อรอบเข่าจริงๆ

(ภาษาญี่ปุ่นเรียก AFO ว่า 短下肢装具 และ KAFO ว่า 長下肢装具)

ชนิดของ AFO มีแบบไหนบ้าง

AFO มีหลายวัสดุและโครงสร้าง เลือกตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน

แบบที่พบมากที่สุดคือ พลาสติกแข็ง (Solid AFO) ขึ้นรูปเป็นชิ้นเดียวตามสภาพขาของผู้ป่วยแต่ละคน ให้ความมั่นคงสูงสุดแต่ข้อเท้าจะขยับไม่ได้เลย เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคงเป็นหลัก

ถ้ากล้ามเนื้อฟื้นตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว มักเปลี่ยนไปใช้ แบบมีข้อพับ (Hinged AFO) ที่มีบานพับให้ข้อเท้าขยับขึ้น-ลงได้บ้าง

ส่วน คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber AFO) จะบางและเบากว่าพลาสติกทั่วไปมาก แถมเก็บและคืนพลังงานตอนเดินได้ดีกว่าด้วย ข้อแลกเปลี่ยนคือราคาที่สูงกว่าพอสมควร

ดูแลรักษาอุปกรณ์ AFO อย่างไรให้ใช้ได้นาน

อุปกรณ์ AFO ต้องดูแลเหมือนของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสผิวหนังทุกวัน ไม่ใช่แค่สวมแล้วปล่อยไว้

เช็ดทำความสะอาดหลังใช้งาน เช็ดด้านในของอุปกรณ์ด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ทุกวัน โดยเฉพาะจุดที่สัมผัสผิวหนังโดยตรง เพื่อลดกลิ่นและการระคายเคือง หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือตากแดดจัด เพราะพลาสติกบางชนิดอาจบิดงอได้

ตรวจผิวหนังทุกครั้งที่ถอด จุดที่ควรเช็คเป็นพิเศษคือส้นเท้า ข้อเท้า และสันหน้าแข้ง ถ้าเห็นรอยแดงที่ไม่จางลงภายใน 20-30 นาทีหลังถอด ควรแจ้งนักกายภาพหรือช่างทำอุปกรณ์ เพราะอาจต้องปรับขนาดหรือรูปทรงใหม่

เช็คสภาพสายรัดและตัวล็อกเป็นระยะ สายรัดแบบตีนตุ๊กแกจะเสื่อมสภาพและยึดไม่แน่นเมื่อใช้ไปนานๆ ถ้าหลวมจนอุปกรณ์ขยับตอนเดิน ควรเปลี่ยนสายรัดแทนการฝืนใช้ต่อ

นำไปให้ช่างหรือนักกายภาพเช็คตามรอบ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง หรือกล้ามเนื้อฟื้นตัวจนรูปทรงขาเปลี่ยนไปจากตอนหล่อแบบครั้งแรก อุปกรณ์ที่ไม่พอดีกับขาแล้วอาจทำให้เกิดแผลกดทับหรือเดินผิดรูปแบบได้

ใครควรใส่ ใส่นานแค่ไหน ถอดเมื่อไหร่

เมื่อเข้าใจแล้วว่า ankle foot orthosis คือ อุปกรณ์ที่ช่วยยกปลายเท้าและคุมข้อเท้าให้มั่นคง คำถามต่อไปคือควรใส่ในผู้ป่วยแบบไหน ควรใส่ในผู้ป่วยที่มีภาวะเท้าตก ข้อเท้าไม่มั่นคง หรือเสี่ยงสะดุดล้มขณะเดิน โดยนักกายภาพเป็นผู้ประเมินและสั่งใช้

ระยะเวลาที่ต้องใส่ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของแต่ละคน ไม่มีตัวเลขตายตัว การถอดอุปกรณ์ต้องค่อยๆ ลดลงทีละขั้น ไม่ใช่การหยุดใส่ทันที

สัญญาณที่ครอบครัวสังเกตได้ว่าอาจถึงเวลาถอด:

  • ผู้ป่วยยกปลายเท้าขึ้นเองได้โดยไม่สะดุดพื้น
  • เดินโดยไม่ใส่อุปกรณ์แล้วไม่เซหรือเสียหลัก
  • นักกายภาพประเมินแล้วว่าพร้อมลดการใช้อุปกรณ์

การตัดสินใจถอดควรเป็นหน้าที่ของนักกายภาพเสมอ ถ้าถอดเองเร็วเกินไปโดยไม่ผ่านการประเมิน รูปแบบการเดินที่ผิดอาจกลับมาอีก

มีครอบครัวหนึ่งเล่าให้ทีม PNKG ฟังว่า ตอนแรกอยากให้คุณแม่เลิกใส่ AFO เร็วๆ เพราะกลัวว่าคุณแม่จะติดอุปกรณ์ไปตลอด แต่พอคุยกับนักกายภาพถึงเข้าใจว่าอุปกรณ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ “พึ่งพา” แต่เป็นสิ่งที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและข้อต่อได้เคลื่อนไหวในรูปแบบที่ถูกต้องซ้ำๆ จนกลับมาทำงานได้เองอีกครั้ง พอเข้าใจแบบนี้ ครอบครัวก็เลิกกังวลเรื่องระยะเวลาที่ต้องใส่ และหันมาโฟกัสว่าท่าเดินแต่ละก้าวถูกต้องหรือยังแทน

การฝึกเดินกับอุปกรณ์ทำไมบางครั้งถึงต้องฝึกช้าๆ ไม่ต้องรีบทำเสมอไป

หลายครอบครัวสงสัยว่าทำไมนักกายภาพให้เดินช้าจัง ankle foot orthosis คืออะไรสำคัญยังไงและเป็นตัวที่ผู้ป่วยเองก็อยากเดินให้เร็วขึ้นไวๆ บางบ้านถึงกับแอบฝึกเพิ่มเองตอนนักกายภาพไม่อยู่ เพราะเชื่อว่ายิ่งเดินเยอะยิ่งฟื้นเร็ว

“เดินในราวจับได้ แต่พอออกมาข้างนอกก็ต้องลากเท้า ใส่เฝือกแล้วบอกว่าเดินง่ายขึ้น แต่ต้องใส่ไปอีกนานแค่ไหน อยากเดินให้เร็วขึ้น เลยลองฝึกเดินเร็วดูบ้าง แต่ก็…” ครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 6 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล

คำตอบคือ ช่วงเรียนรู้ท่าใหม่ควรเริ่มช้าก่อน แล้วค่อยเพิ่มความเร็วและความเข้มข้นตามที่นักกายภาพประเมิน ไม่ใช่ว่าเดินเร็วไม่ดีเสมอไป แนวทางการฟื้นฟูปัจจุบันก็สนับสนุนการฝึกแบบเข้มข้นด้วยเช่นกัน แต่จังหวะและความเร็วที่เหมาะสมต้องมาจากการประเมินของนักกายภาพ ไม่ใช่ความรู้สึกอยากเร่งของครอบครัวหรือผู้ป่วยเอง

กลไกที่อธิบายเรื่องนี้ได้ดีคือ “Cerebellar Learning” งานวิจัยของ Shadmehr, Smith และ Krakauer (2010) อธิบายว่าสมองน้อยทำหน้าที่เป็นระบบแก้ไขข้อผิดพลาด มันเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวที่คาดการณ์ไว้กับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจริง แล้วใช้ความต่างนั้นปรับปรุงก้าวถัดไป ในช่วงแรกที่ร่างกายยังไม่คุ้นกับรูปแบบการเดินใหม่ ความเร็วที่พอดีจะช่วยให้สมองมีเวลาตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กๆ ระหว่างก้าว เมื่อรูปแบบเริ่มมั่นคงแล้ว นักกายภาพจะค่อยเพิ่มความเร็วและความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ

ฝึกเดินตามลำดับขั้น

สโตรก (Stroke) ฟื้นฟูอย่างไรให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ขั้นที่ 1: จัดท่าและตรวจการรับน้ำหนักใส่ AFO/KAFO ก่อนเริ่มเดิน จัดกระดูกเชิงกราน ลำตัว เข่า และข้อเท้าให้ตรง ยืนด้วยอุปกรณ์และตรวจดูว่ารับน้ำหนักสองขาเท่ากันไหม

ขั้นที่ 2: เคลื่อนน้ำหนักช้าๆ และก้าวเท้า มือนักกายภาพเป็นครู นักกายภาพวางมือที่กระดูกเชิงกราน เข่า และข้อเท้า พร้อมแนะนำการก้าวเท้า ผู้ป่วยโฟกัสที่ความรู้สึกน้ำหนักที่ฝ่าเท้ามากกว่าสายตา

ขั้นที่ 3: เมื่อรูปแบบมั่นคงแล้วค่อยเพิ่มความเร็วและจังหวะ เมื่อการก้าวที่ถูกต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายก้าว ค่อยเพิ่มเมโทรนอมหรือการนับจังหวะเพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอ และค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นตามที่นักกายภาพประเมิน

ขั้นที่ 4: สังเกตก่อนรูปแบบชดเชยจะออกมา เมื่อผู้ป่วยเริ่มเหนื่อย รูปแบบชดเชยจะเริ่มปรากฏ เช่นการแกว่งขาเป็นวง การเอียงลำตัว การลากเท้า นักกายภาพจะให้หยุดพักและรีเซ็ตท่าก่อน

ขั้นที่ 5: ค่อยๆ ลดตัวช่วยทีละขั้น ลำดับการลดตัวช่วยจากภายนอกคือ จากมือนักกายภาพ ไปเป็นแค่แตะเบาๆ แล้วเฝ้าดูเฉยๆ เลิกใช้จังหวะนำ ลดน้ำหนักอุปกรณ์ จนถึงไม่ใส่อุปกรณ์เลย ค่อยๆ ไปตามสภาพผู้ป่วยแต่ละคน

ครอบครัวหลายบ้านที่ทีม PNKG เคยดูแล มักถามว่าฝึกกี่ครั้งต่อสัปดาห์ถึงจะเห็นผล คำตอบคือไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่าแต่ละขั้นข้างต้นมั่นคงแค่ไหน สิ่งที่สำคัญกว่าความเร็วในการเลื่อนขั้นคือความมั่นคงของแต่ละขั้นก่อนจะไปต่อ

มุมมองของ Kaigo-Do ในการฝึกเดิน

สิ่งที่ปรัชญา Kaigo-Do เพิ่มเข้ามาในการฝึกเดินคือคำถามว่าจะเดินไปไหน เพราะจุดหมายปลายทางมีผลต่อการเรียนรู้ของสมองด้วย ไม่ใช่แค่ท่าเดินอย่างเดียว การฝึกเดินในราวจับไปกลับ กับการเดินไปห้องน้ำจริงๆ มีผลต่อสมองแตกต่างกัน

การเดินที่มีเป้าหมายทำให้สมองต้องประมวลผลหลายอย่างพร้อมกัน จะไปไหน มีอะไรกีดขวาง พื้นเป็นอย่างไร ภาวะที่เรียกว่า “Dual Task” นี้คือรูปแบบที่ต้องใช้จริงในชีวิตประจำวัน และเป็นกุญแจที่ทำให้ทักษะจากการฝึกถ่ายโอนไปสู่ชีวิตจริงได้

ที่ PNKG เวลาออกแบบโปรแกรมให้ผู้ป่วย ทีมนักกายภาพจะถามครอบครัวก่อนเสมอว่ากิจวัตรประจำวันที่บ้านเป็นอย่างไร ผู้ป่วยต้องเดินไปห้องน้ำกี่เมตร มีธรณีประตูไหม พื้นลื่นตรงไหนบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่แค่เดินในห้องฝึกได้ แต่คือกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

ฝึกที่บ้านอย่างปลอดภัย ครอบครัวช่วยอะไรได้บ้าง

เคสจริง: จู่ๆก็ล้มพับตอนทานข้าว ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าเลย - เส้นเลือดในสมองตีบ อาการเริ่มแรก สังเกตได้ใน 1 นาที

สิ่งที่ทำได้ดี คือช่วยจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เก็บสายไฟ พรมเช็ดเท้า หรือของที่วางเกะกะออกจากเส้นทางเดิน ติดไฟส่องสว่างให้พอ และคอยสังเกตอาการเหนื่อยล้าหรือรูปแบบชดเชยที่เริ่มโผล่มา แล้วรายงานให้นักกายภาพทราบในนัดถัดไป

สิ่งที่ควรระวัง คือการเร่งฝึกเองโดยไม่ปรึกษาก่อน โดยเฉพาะการฝึกเดินเร็วเพื่อให้ “ดูดีขึ้น” หรือการถอดอุปกรณ์เองเพราะเห็นว่าผู้ป่วยเดินคล่องแล้ว การตัดสินใจเรื่องความเร็วและการถอดอุปกรณ์ควรเป็นหน้าที่ของนักกายภาพ เพราะต้องประเมินร่วมกับสัญญาณที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น มุมข้อเข่าขณะรับน้ำหนัก

ถ้าไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ทำอยู่ถูกหรือผิด วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือถ่ายวิดีโอตอนผู้ป่วยเดินแล้วส่งให้นักกายภาพดูก่อนนัดครั้งถัดไป

กลไกการเดินและรูปแบบการเดินที่ผิดปกติ

เลือกนักกายภาพบำบัดอย่างไรให้ได้คุณภาพ - กายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยสโตรก: 9 เรื่องที่ครอบครัวควรรู้

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมผู้ป่วยบางกลุ่มถึงจำเป็นต้องใส่ AFO ควรรู้กลไกการเดินปกติก่อน การเดินแบ่งออกเป็นช่วงยืนลงน้ำหนัก (Stance Phase) ประมาณ 60% ของรอบการเดิน 1 รอบ (Gait Cycle) และช่วงแกว่งขา (Swing Phase) ประมาณ 40% ที่เท้าลอยอยู่กลางอากาศ หัวใจของการเดินคือการเคลื่อนที่แบบลูกตุ้ม ร่างกายเอนไปข้างหน้า เท้าตกลงพื้นสร้างแรงขับเคลื่อนต่อเนื่องไปยังก้าวถัดไป กลไกนี้ทำให้คนปกติเดินได้โดยใช้พลังงานน้อยมาก

เพื่อรักษาการเดินที่ปกติ สมองต้องรวบรวมข้อมูลความรู้สึก 3 ชนิดตลอดเวลา คือความรู้สึกจากภายใน (Proprioception) เกี่ยวกับมุมข้อต่อและน้ำหนักที่กดลง การมองเห็น (Vision) สภาพพื้นและสิ่งกีดขวาง และระบบการทรงตัว (Vestibular) ตำแหน่งของหัวและการรับรู้แรงโน้มถ่วง

หลังโรคหลอดเลือดสมองหรือไขสันหลังบาดเจ็บ ระบบแรกที่มักถูกกระทบคือเส้นทาง Proprioception ผู้ป่วยจึงมักพึ่งพาการมองเห็นแทนมากเกินไป นี่คือที่มาของปรากฏการณ์ “มองกระจกแล้วเดินได้ดีขึ้น แต่พอหลับตากลับเดินเซ” และเป็นรากฐานของรูปแบบการเดินชดเชยที่ผู้ป่วยสร้างขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ดูเหมือนเดินได้ แต่นั่นคือรูปแบบที่สมองเรียนรู้ผิดและยึดติดกับมัน

ที่พบบ่อยที่สุดคือ เท้าตก (Foot drop) กล้ามเนื้อที่ยกปลายเท้าขึ้น (Tibialis Anterior) ไม่ทำงาน ปลายเท้าห้อยลงตลอดเวลา เสี่ยงสะดุดและล้มสูง

อีกแบบที่เจอบ่อยคือ การแกว่งขาเป็นวงกลม (Circumduction) ผู้ป่วยจะแกว่งขาข้างที่อ่อนแรงออกทางด้านข้างเป็นวงโค้ง เพราะหัวเข่างอไม่ได้จึงต้องหมุนขาออกแทน

การเดินกรรไกร (Scissor gait) ก็พบได้ กล้ามเนื้อหนีบขาตึงตัวจาก Spasticity ทำให้สองขาไขว้กันเหมือนกรรไกร แต่ส่วนใหญ่จะเจอในผู้ป่วยไขสันหลังบาดเจ็บหรือคนที่มีภาวะเกร็งทั้งสองข้างมากกว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งมักอ่อนแรงข้างเดียวจะพบรูปแบบนี้ไม่บ่อยเท่า

ส่วนแบบสุดท้ายคือ การเดิน Trendelenburg เกิดจากกล้ามเนื้อสะโพกอ่อนแรง ถ้าไม่มีการชดเชยเลย เชิงกรานฝั่งตรงข้ามจะตกลงขณะยกขาข้างที่แข็งแรงก้าว แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะชดเชยด้วยการเอียงลำตัวไปทางขาข้างที่อ่อนแรงขณะลงน้ำหนักเพื่อลดภาระกล้ามเนื้อสะโพก ถ้าเป็นแบบนี้ต่อเนื่องนานๆ อาจสะสมแรงกดที่หลังและเอวจนปวดหลังตามมาได้

คำถามที่พบบ่อย

ไม่จำเป็น เพราะ ankle foot orthosis คือ อุปกรณ์ช่วยในช่วงที่ระบบประสาทกำลังฟื้นตัว ระยะเวลาใส่ขึ้นอยู่กับการประเมินของนักกายภาพและความก้าวหน้าของผู้ป่วยแต่ละคน บางคนใส่แค่ช่วงฝึกเดิน บางคนต้องใส่ต่อเนื่องนานกว่า ควรปรึกษานักกายภาพเป็นระยะ

ปกติแล้ว ankle foot orthosis คือมีไว้สำหรับฝึกเดินไม่ได้ออกแบบมาให้ใส่นอน หากนักกายภาพต้องการให้ใส่อุปกรณ์พยุงตอนนอนเพื่อป้องกันข้อเท้าตกหรือหดตัว มักเป็นอุปกรณ์คนละแบบ (Night splint) ควรสอบถามนักกายภาพหรือแพทย์เฉพาะเรื่องนี้โดยตรง

AFO ต้องสั่งทำหรือปรับตามสภาพขาของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่ของสำเร็จรูปที่ซื้อได้ทั่วไป ราคาแตกต่างกันมากตามวัสดุและความซับซ้อน (พลาสติกทั่วไป ถึงแบบคาร์บอนไฟเบอร์) ควรปรึกษาผ่านคลินิกกายภาพบำบัดหรือศูนย์ทำอุปกรณ์เฉพาะทาง

ถ้ารอยแดงจางลงเองภายใน 20-30 นาทีหลังถอด ถือว่าปกติ แต่ถ้ารอยแดงไม่จาง มีแผล หรือเจ็บมากขณะใส่ ควรหยุดใส่ชั่วคราวและแจ้งนักกายภาพหรือช่างทำอุปกรณ์ทันที ไม่ควรฝืนใส่ต่อเพราะอาจกลายเป็นแผลกดทับ

เพราะช่วงเรียนรู้ท่าใหม่ อุปกรณ์ทำให้กล้ามเนื้อที่ควรใช้จริงถูกใช้ แทนกล้ามเนื้อที่ใช้ชดเชยอยู่ก่อน เหนื่อยตอนแรกคือเรื่องปกติ เมื่อรูปแบบเริ่มมั่นคง นักกายภาพจะค่อยเพิ่มความเร็วและความเข้มข้นขึ้นเอง

การฝึกออกนอกสถานที่เป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟู เพราะสภาพพื้น ขั้นบันได และผู้คนในชีวิตจริงมีความแปรปรวน ต้องค่อยๆ ขยายสภาพแวดล้อมร่วมกับนักกายภาพหรือครอบครัวที่ไว้ใจได้

กลัวติดขัดอยู่กับที่ ควรเข้าใจ Plateau ยังไง

ช่วงที่ดูเหมือนหยุดนิ่งอาจเป็นเพราะรูปแบบชดเชยที่ฝังแน่นอยู่ ไม่ใช่เพราะร่างกายฟื้นตัวได้แค่นั้น อ่านเพิ่มเติมเรื่องระยะฟื้นตัวของระบบประสาทหลังสมองเสียหาย และควรปรึกษานักกายภาพเพื่อประเมินใหม่ว่าติดขัดตรงไหนจริงๆ

อ่านเพิ่มบทความเพิ่มเติมเรื่อง กายภาพบำบัดกับผู้ป่วยสโตรก ได้ที่นี่

สรุปแล้ว ankle foot orthosis คือ อุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเดินได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยขึ้นในระหว่างที่ระบบประสาทกำลังฟื้นตัว ไม่ใช่เพียงอุปกรณ์พยุงทั่วไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Kuo, A. D., & Donelan, J. M. (2010). Dynamic principles of gait and their clinical implications. Physical Therapy.
  2. Shumway-Cook, A., & Woollacott, M. H. (2017). Motor Control: Translating Research into Clinical Practice (5th ed.). Lippincott Williams & Wilkins.
  3. Levin, M. F., Kleim, J. A., & Wolf, S. L. (2009). What do motor “recovery” and “compensation” mean in patients following stroke? Neurorehabilitation and Neural Repair.
  4. Shadmehr, R., Smith, M. A., & Krakauer, J. W. (2010). Error correction, sensory prediction, and adaptation in motor control. Annual Review of Neuroscience.
  5. Thaut, M. H., et al. (2007). Rhythmic auditory stimulation improves gait more than NDT/Bobath training in near-ambulatory patients early poststroke. Neurorehabilitation and Neural Repair.
  6. Malouin, F., et al. (2004). Effects of practice on stepping in people with spinal cord injury. Physical Therapy.
  7. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). (2023). Stroke rehabilitation in adults. NICE guideline NG236.

ส่งอาการเบื้องต้นให้เราช่วยประเมิน

ปรึกษากับทีมแพทย์และนักฟื้นฟูของเรา เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างมั่นใจ และตรงกับอาการมากที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า