บทความสุขภาพ · โรคหลอดเลือดสมอง

ฝึกพูดผู้ป่วยสโตรก
พูดไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าคิดไม่ได้

เข้าใจภาวะอะเฟเซีย แยกให้ออกจากพูดไม่ชัด และฝึกอย่างไรให้ตรงจุด

เรียบเรียงโดยทีม PNKG Recovery Center · ตรวจทานโดย Miri Kinjo, Operation Manager / Occupational Therapist · อัปเดต ตุลาคม 2569

คุณพ่อมองแก้วน้ำบนโต๊ะ อยากบอกว่าหิวน้ำ แต่คำที่ออกมาคือ “รองเท้า” พอลูกหยิบรองเท้ามาให้ ท่านส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด เพราะในหัวรู้ดีว่าตัวเองต้องการอะไร

นี่คือภาพที่ครอบครัวผู้ป่วยสโตรกหลายบ้านเจอ และมักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วย “สมองเสื่อม” หรือ “ไม่รู้เรื่องแล้ว” ทั้งที่ความจริงคือ ภาวะอะเฟเซีย (Aphasia) หรือภาวะสูญเสียการสื่อความ ซึ่งไม่ได้ทำให้สติปัญญาหายไป ผู้ป่วยยังคิด จำ และรู้สึกเหมือนเดิม เพียงแต่ “สะพาน” ระหว่างความคิดกับคำพูดขาดไป

ภาวะนี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด ผู้ป่วยสโตรกระยะเฉียบพลันประมาณ 1 ใน 3 มีอะเฟเซียร่วมด้วย (Laska et al., 2001) บทความนี้จะเน้นเรื่องการฝึกพูดผู้ป่วยสโตรก ตั้งแต่แยกให้ออกว่าปัญหาอยู่ที่ภาษาหรือการออกเสียง ฝึกอย่างไรให้ตรงกับแต่ละแบบ ไปจนถึงสิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ทุกวัน ส่วนรายละเอียดอาการและสาเหตุของอะเฟเซีย อ่านได้ที่ Aphasia คืออะไร อาการพูดผิด ๆ ถูก ๆ

สรุปใจความสำคัญ

  • พูดไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าคิดไม่ได้ อะเฟเซียเป็นปัญหาทางภาษา ไม่ใช่การสูญเสียสติปัญญา
  • ก่อนฝึกพูด ต้องแยกให้ออกก่อน ว่าเป็นอะเฟเซีย (ภาษา) หรือพูดไม่ชัด (กล้ามเนื้อ) เพราะฝึกคนละวิธี
  • อะเฟเซียมีหลายแบบ แต่ละแบบเน้นฝึกต่างกัน เช่น ฝึกเรียกชื่อ ฝึกฟังเข้าใจ หรือฝึกพูดตาม
  • การฝึกพูดช่วยได้จริง งานทบทวน Cochrane จาก 57 งานวิจัยพบว่าอรรถบำบัดช่วยให้สื่อสารในชีวิตประจำวันดีขึ้น
  • ครอบครัวคือคู่ฝึกที่สำคัญที่สุด วิธีพูดเล็ก ๆ ที่บ้านช่วยลดความหงุดหงิด และทำให้ผู้ป่วยอยากพูดอีก

แยกให้ออกก่อนฝึก

ก่อนฝึกพูดผู้ป่วยสโตรก: ปัญหาอยู่ที่ “ภาษา” หรือ “การออกเสียง”

อะเฟเซียเป็นปัญหาที่ “ภาษา” ส่วนอาการพูดไม่ชัด (Dysarthria) เป็นปัญหาที่ “กล้ามเนื้อที่ใช้พูด” สองภาวะนี้ฝึกคนละแบบ และผู้ป่วยบางคนก็มีทั้งสองอย่าง

หัวข้ออะเฟเซีย (Aphasia)พูดไม่ชัด (Dysarthria)
ปัญหาอยู่ที่การเข้าใจและเรียบเรียงภาษาการออกเสียง กล้ามเนื้อปาก ลิ้น คอ อ่อนแรงหรือทำงานไม่ประสานกัน
การฟัง อ่าน เขียนมักกระทบด้วยมักปกติ
คำที่เลือกใช้อาจผิดคำ หาคำไม่เจอเลือกคำถูก แต่เสียงออกมาไม่ชัด
สมองส่วนที่เสียพื้นที่ภาษา ส่วนใหญ่สมองซีกซ้ายส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น ก้านสมอง สมองน้อย หรือเส้นประสาท
เน้นฝึกอะไรฝึกภาษา เช่น เรียกชื่อ ฟังเข้าใจ พูดตาม อ่าน เขียนฝึกกล้ามเนื้อและการออกเสียง เช่น พูดช้าลง ออกเสียงชัดทีละพยางค์ ฝึกการหายใจ

ถ้าให้ผู้ป่วยเขียนหรือชี้คำตอบแล้วทำได้ดี ปัญหามักอยู่ที่การออกเสียง แต่ถ้าเขียนก็ผิดด้วย มักเป็นอะเฟเซีย ทั้งนี้ควรให้นักอรรถบำบัดเป็นผู้ประเมิน

นอกจากสองภาวะนี้ ยังมีอีกภาวะหนึ่งที่พบได้หลังสโตรก คือ ภาวะสั่งการพูดบกพร่อง (Apraxia of Speech) กล้ามเนื้อไม่ได้อ่อนแรง แต่สมองสั่งลำดับการขยับปากและลิ้นได้ไม่ดี ผู้ป่วยจะพยายามคลำหาตำแหน่งปาก ออกเสียงคำเดิมไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง และมักพบร่วมกับอะเฟเซียแบบพูดไม่คล่อง หลายครั้งผู้ป่วยคนเดียวกันจึงมีมากกว่าหนึ่งปัญหา และต้องวางแผนฝึกพูดที่ผสมกันไป

เข้าใจที่มาของอาการ

ภาษาทำงานอย่างไรในสมอง

คนส่วนใหญ่ใช้สมองซีกซ้ายควบคุมภาษา โดยมีสองจุดหลัก คือ Broca’s area ที่วางแผนและเรียงคำก่อนพูด และ Wernicke’s area ที่ทำให้เข้าใจความหมายของคำที่ได้ยิน สองจุดนี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย ตั้งแต่ได้ยิน เข้าใจ คิด ไปจนถึงพูดออกมา

แผนภาพเครือข่ายภาษาในสมองตามแบบจำลอง Lichtheim-Wernicke อธิบายอะเฟเซียแต่ละแบบ
แบบจำลอง Lichtheim–Wernicke: ถ้าเสียหายที่จุดไหนหรือเส้นทางไหน ก็จะเกิดอาการคนละแบบ

นักอรรถบำบัดจึงใช้อาการที่เห็นย้อนกลับไปหาว่าเครือข่ายส่วนไหนที่ต้องฝึก การฝึกพูดที่ได้ผลจึงไม่ใช่การให้ผู้ป่วยพูดตามไปเรื่อย ๆ แต่ต้องฝึกให้ตรงกับจุดที่บกพร่อง

ฝึกให้ตรงแบบ

อะเฟเซีย 4 แบบที่พบบ่อย และควรเน้นฝึกอะไร

อาการขึ้นอยู่กับว่าสมองเสียหายตรงไหนของเครือข่ายภาษา ผู้ป่วยสองคนที่เป็นอะเฟเซียเหมือนกัน อาจมีปัญหาต่างกันคนละทาง และต้องฝึกคนละแบบ

ชนิดอาการเด่นรู้ตัวว่าพูดผิดไหมเน้นฝึก
พูดไม่คล่อง (Broca’s / Non-fluent)พูดช้า สั้น ตะกุกตะกัก แต่ฟังเข้าใจค่อนข้างดี เช่น “…แอปเปิ้ล…”มักรู้ตัว จึงหงุดหงิดง่ายฝึกเรียกชื่อ เรียงคำเป็นประโยคสั้น ใช้คำใบ้ช่วยเริ่มพูด
พูดคล่องแต่ไม่มีความหมาย (Wernicke’s / Fluent)พูดคล่อง แต่ใช้คำผิดหรือต่อกันไม่ได้ ฟังเข้าใจไม่ดี เช่น “แอปเปิ้ลเดิน…บ้าน…”มักไม่รู้ตัวฝึกฟังเข้าใจ ฝึกสังเกตคำพูดของตัวเอง ใช้รูปและของจริงช่วย
พูดตามไม่ได้ (Conduction)คุยทั่วไปได้ค่อนข้างปกติ แต่พูดตามได้ไม่ดีเด่นชัด เช่น พูดตาม “สัปปะรด” ได้แค่ “สัป…สัป…”มักรู้ตัวฝึกพูดตามจากคำสั้นไปคำยาว ฝึกความแม่นของเสียงในคำ
บกพร่องทุกด้าน (Global)พูดได้น้อยมากหรือไม่ได้ ฟังเข้าใจไม่ดีต่างกันไปฝึกตอบใช่หรือไม่ใช่ ใช้ท่าทาง รูปภาพ หรือกระดานสื่อสารช่วย

อาการเปลี่ยนได้ตามเวลา งานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วย 119 คนนาน 18 เดือนพบว่า สัดส่วนแบบ Global ลดจากเกือบ 25% เหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ หลายคนขยับไปเป็นแบบที่เบาลง (Laska et al., 2001) จึงต้องประเมินซ้ำเป็นระยะ และปรับการฝึกตามอาการที่เปลี่ยนไป

รู้จุดก่อนฝึก

ประเมินก่อนฝึกพูด: นักอรรถบำบัดดูอะไรบ้าง

การฝึกที่ได้ผลเริ่มจากการรู้ว่าบกพร่องตรงไหน นักอรรถบำบัด (Speech-Language Therapist) จะตรวจทักษะทางภาษาทีละด้านอย่างเป็นระบบ

  1. การฟังเข้าใจ เข้าใจคำพูดและคำสั่งได้แค่ไหน
  2. การพูด บอกชื่อสิ่งของ และเล่าความคิดออกมาได้ไหม
  3. การพูดตาม พูดคำหรือประโยคที่ได้ยินซ้ำได้ไหม
  4. การอ่าน อ่านและเข้าใจคำหรือประโยคที่เขียนได้ไหม
  5. การเขียน เขียนชื่อ คำ หรือประโยคสั้น ๆ ได้ไหม

ตัวอย่างแบบทดสอบมาตรฐานที่นักอรรถบำบัดใช้ เช่น SLTA (Standard Language Test of Aphasia) ที่ใช้กันทั่วไปในญี่ปุ่น และ WAB (Western Aphasia Battery) ผลประเมินทำให้บอกชนิดของอะเฟเซียได้ ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง และติดตามผลเป็นตัวเลข

หัวใจของการฟื้นฟู

วิธีฝึกพูดผู้ป่วยสโตรก: ฝึกตรงจุด และฝึกให้พอ

การฝึกกับนักอรรถบำบัดช่วยได้จริง งานทบทวนของ Cochrane ที่รวม 57 งานวิจัย ผู้เข้าร่วม 3,002 คน พบว่าอรรถบำบัดช่วยให้สื่อสารในชีวิตประจำวันดีขึ้น รวมถึงการอ่าน การเขียน และการพูด เมื่อเทียบกับไม่ได้ฝึก และการฝึกที่เข้มข้นและต่อเนื่องกว่ามีแนวโน้มได้ผลดีกว่า (Brady et al., 2016) ทั้งนี้ความเข้มข้นต้องพอดีกับที่ผู้ป่วยรับได้ด้วย

ฝึกพูดผู้ป่วยสโตรก: ทีม PNKG ใช้แท็บเล็ตช่วยฝึกสื่อสารกับผู้ป่วย
รูปภาพ คำ และแอปบนแท็บเล็ต ช่วยให้ผู้ป่วยนึกคำได้ง่ายขึ้นระหว่างฝึก

ฝึกภาษา สำหรับผู้ป่วยอะเฟเซีย

  • ฝึกเรียกชื่อ (Naming) ดูรูปหรือของจริงแล้วบอกชื่อ ถ้านึกไม่ออก ใช้คำใบ้ช่วย เช่น บอกว่าใช้ทำอะไร หรือบอกพยางค์แรก
  • ฝึกฟังเข้าใจ เริ่มจากคำเดียว ไปสู่ประโยคและคำสั่ง ใช้รูปและของจริงช่วย
  • ฝึกพูดตาม พูดตามคำและประโยค เพิ่มความแม่นของเสียงและคำ
  • ฝึกอ่านเขียน อ่านคำที่ใช้ในชีวิตจริง เขียนชื่อและประโยคสั้น ๆ
  • ฝึกช่องทางสื่อสารเสริม สำหรับผู้ที่ยังพูดได้น้อย เช่น ท่าทาง บัตรรูปภาพ หรือกระดานสื่อสาร เพื่อให้บอกความต้องการได้ระหว่างฝึก

ฝึกการออกเสียง สำหรับผู้ที่พูดไม่ชัด

  • พูดให้ช้าลง แบ่งประโยคเป็นช่วงสั้น ๆ
  • ออกเสียงให้ชัดทีละพยางค์ อ้าปากและขยับลิ้นให้เต็มที่
  • ฝึกการหายใจ ให้มีลมพอสำหรับพูดจนจบประโยค

โอกาสฟื้นตัวมีจริง ในงานวิจัยที่ติดตาม 18 เดือน ผู้ป่วยที่เริ่มต้นด้วยอาการเล็กน้อยหายสนิทถึง 70% ส่วนภาพรวมหายสนิท 24% และอีก 43% ยังมีอาการชัดเจน (Laska et al., 2001) การเริ่มฝึกเร็วและฝึกต่อเนื่องจึงสำคัญ

อย่ารอให้หายเอง

สัญญาณที่บอกว่าควรพาผู้ป่วยไปประเมินและฝึกพูด

ครอบครัวหลายบ้านรอดูว่าผู้ป่วยจะพูดได้เองไหม ซึ่งบางคนก็ดีขึ้นเองจริง แต่การรอโดยไม่ได้ฝึกอาจทำให้เสียช่วงเวลาที่สมองฟื้นตัวได้ดี ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ ควรปรึกษาทีมฟื้นฟูเพื่อประเมินและเริ่มฝึกพูดผู้ป่วยสโตรกโดยเร็ว

  • พูดผิด ๆ ถูก ๆ เรียกของผิดชื่อ หรือสลับคำบ่อย ๆ
  • หาคำไม่เจอ พูดค้างกลางประโยค และหงุดหงิดง่ายเวลาคุย
  • ตอบไม่ตรงคำถาม หรือทำตามคำสั่งง่าย ๆ ไม่ได้
  • พูดคล่องแต่ฟังแล้วไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
  • อ่านหนังสือหรือเขียนชื่อตัวเองไม่ได้เหมือนเดิม
  • พูดออกเสียงไม่ชัด เสียงเบา หรือพูดได้สั้นกว่าเดิมมาก

หลายอาการในรายการนี้ดูเหมือนกันจากภายนอก แต่ต้นเหตุต่างกัน การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้ครอบครัวรู้ว่าควรฝึกอะไร ควรพูดกับผู้ป่วยแบบไหน และควรคาดหวังความก้าวหน้าแค่ไหนในแต่ละช่วง

ฝึกตลอดวัน ไม่ใช่แค่ชั่วโมงฝึก

ฝึกสื่อสารที่ PNKG

ที่ PNKG ทีมสหวิชาชีพ นำโดยนักกิจกรรมบำบัด ร่วมกับแพทย์ นักกายภาพบำบัด และพยาบาล ช่วยฝึกการสื่อสารผ่านกิจวัตรจริงในแต่ละวัน เพราะการสื่อสารเกิดตลอดวัน ไม่ใช่แค่ในชั่วโมงฝึก ทุกคนในทีมจึงใช้วิธีสื่อสารเดียวกันกับผู้ป่วยแต่ละคน และสอนครอบครัวให้ใช้วิธีเดียวกันต่อที่บ้าน ตามแนวทางที่วางแผนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูจากญี่ปุ่น ดูรายละเอียดบริการได้ที่ บริการฝึกพูดและฟื้นฟูการสื่อสาร

คู่ฝึกที่ดีที่สุด

ครอบครัวช่วยฝึกพูดได้มากกว่าที่คิด

คนที่คุยกับผู้ป่วยมากที่สุดคือครอบครัว วิธีพูดเล็ก ๆ ที่บ้านช่วยลดความหงุดหงิด และทำให้ผู้ป่วยอยากพูดอีก

  • พูดช้า ๆ ประโยคสั้น ถามทีละเรื่อง
  • ถามคำถามที่ตอบ “ใช่ / ไม่ใช่” ได้ เช่น “หิวน้ำไหม” แทน “อยากได้อะไร”
  • ใช้ท่าทาง ชี้ของจริง รูปภาพ หรือเขียนคำสำคัญประกอบ
  • รอให้ผู้ป่วยพูดจนจบ ไม่เดาคำต่อให้เร็วเกินไป
  • ถ้าผู้ป่วยนึกคำไม่ออก ลองให้คำใบ้ เช่น บอกพยางค์แรก หรือบอกว่าใช้ทำอะไร
  • ปิดทีวีหรือเสียงรบกวนขณะคุย
  • พูดกับผู้ป่วยแบบผู้ใหญ่ ไม่พูดแบบเด็ก และอย่าพูดถึงผู้ป่วยต่อหน้าเหมือนท่านไม่อยู่

ตัวอย่างการฝึกพูดที่บ้าน วันละ 10–15 นาที

การฝึกสั้น ๆ แต่ทำทุกวัน มักได้ผลดีกว่าการฝึกนาน ๆ สัปดาห์ละครั้ง ครอบครัวลองใช้ลำดับนี้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แล้วปรับตามที่นักบำบัดแนะนำ สิ่งสำคัญคือเลือกเวลาที่ผู้ป่วยสดชื่น ไม่เหนื่อย และจบการฝึกด้วยสิ่งที่ผู้ป่วยทำได้สำเร็จเสมอ

  1. อุ่นเครื่อง 2 นาที ทักทาย ถามคำถามใช่หรือไม่ใช่ง่าย ๆ เช่น “วันนี้กินข้าวแล้วใช่ไหม”
  2. เรียกชื่อของใกล้ตัว 5 นาที เลือกของที่ใช้ทุกวัน 5–10 ชิ้น เช่น แก้ว ช้อน โทรศัพท์ ให้ผู้ป่วยบอกชื่อ ถ้านึกไม่ออกค่อยให้คำใบ้
  3. ฟังและทำตาม 3 นาที ให้คำสั่งสั้น ๆ เช่น “ชี้แก้ว” “ยกมือขวา” แล้วค่อยเพิ่มเป็น 2 ขั้นตอน
  4. พูดตามหรือร้องเพลง 3 นาที พูดตามคำสั้น หรือร้องเพลงที่ผู้ป่วยคุ้นเคยด้วยกัน ผู้ป่วยบางคนที่พูดไม่คล่องกลับร้องเพลงที่คุ้นเคยได้ดีกว่าพูด
  5. ปิดท้ายด้วยคำชม เลือกสิ่งที่ผู้ป่วยทำได้ดีในวันนั้นมาชมหนึ่งอย่าง แล้วจดไว้เล่าให้ทีมฟัง

ถ้าผู้ป่วยเริ่มหงุดหงิดหรือเหนื่อย ให้หยุดพักแล้วค่อยกลับมาฝึกใหม่ เพราะการฝึกที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกล้มเหลวซ้ำ ๆ อาจทำให้ไม่อยากพูดอีก เป้าหมายของการฝึกพูดผู้ป่วยสโตรกที่บ้านไม่ใช่ความถูกต้องทุกคำ แต่คือให้ผู้ป่วยกล้าสื่อสารอีกครั้ง

สิ่งที่ครอบครัวควรจำไว้

ผู้ป่วยบางคนพูดไม่ได้ แต่ยังเข้าใจทุกคำที่คุณพูด ส่วนบางคนพูดได้คล่อง แต่ความหมายอาจไม่ตรงกับที่ตั้งใจ

รวมคำถาม

คำถามที่พบบ่อย

ฝึกพูดผู้ป่วยสโตรกควรเริ่มเมื่อไหร่

เริ่มได้เมื่ออาการทางการแพทย์คงที่และแพทย์อนุญาต ยิ่งเริ่มเร็วและฝึกสม่ำเสมอ ยิ่งมีโอกาสดีขึ้น ช่วงแรกอาจเริ่มจากการฝึกสั้น ๆ หลายครั้งต่อวัน ตามที่ผู้ป่วยรับได้

ฝึกพูดเองที่บ้านได้ไหม

ครอบครัวช่วยฝึกต่อที่บ้านได้มาก เช่น ชวนเรียกชื่อสิ่งของรอบตัว ถามคำถามแบบใช่หรือไม่ใช่ และรอให้ผู้ป่วยพูดจนจบ แต่ควรให้นักอรรถบำบัดประเมินก่อนว่าปัญหาอยู่ที่ภาษาหรือการออกเสียง เพราะสองแบบนี้ฝึกคนละวิธี

อะเฟเซียกับพูดไม่ชัดต่างกันอย่างไร

อะเฟเซียเป็นปัญหาทางภาษา กระทบทั้งการพูด ฟัง อ่าน และเขียน ส่วนพูดไม่ชัด (Dysarthria) เป็นปัญหากล้ามเนื้อที่ใช้ออกเสียง คนที่พูดไม่ชัดมักยังเข้าใจ อ่าน และเขียนได้ปกติ

ผู้ป่วยอะเฟเซียสมองเสื่อมหรือเปล่า

ไม่ใช่ อะเฟเซียไม่ใช่การสูญเสียสติปัญญา ผู้ป่วยยังคิดและรับรู้ได้ แต่แปลงความคิดเป็นคำพูด หรือแปลคำพูดเป็นความหมายได้ยากขึ้น

อะเฟเซียหายได้ไหม

หลายคนดีขึ้นมาก งานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วย 18 เดือนพบว่าผู้ที่อาการเริ่มต้นเล็กน้อยหายสนิทถึง 70% แต่บางคนยังมีอาการหลงเหลือ การฝึกกับนักอรรถบำบัดช่วยให้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น

ผู้ป่วยพูดไม่ได้เลย จะสื่อสารอย่างไร

ใช้ช่องทางอื่นช่วยระหว่างฝึก เช่น ท่าทาง การชี้ภาพ บัตรคำ กระดานสื่อสาร หรือแอปบนแท็บเล็ต ผู้ป่วยหลายคนเข้าใจมากกว่าที่พูดได้ การมีช่องทางสื่อสารช่วยลดความหงุดหงิดและทำให้อยากฝึกต่อ

ฝึกพูดนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล

แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับความรุนแรง ตำแหน่งสมองที่เสียหาย และความสม่ำเสมอของการฝึก ผู้ป่วยหลายคนเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนแรก และยังดีขึ้นต่อเนื่องได้แม้ผ่านไปนาน การประเมินซ้ำเป็นระยะช่วยให้เห็นความก้าวหน้าเป็นตัวเลข และปรับการฝึกได้ตรงจุด

ใช้แอปพลิเคชันช่วยฝึกพูดได้ไหม

ใช้เป็นตัวช่วยได้ เช่น แอปบัตรรูปภาพหรือแอปฝึกเรียกชื่อ ช่วยให้ฝึกได้บ่อยขึ้นระหว่างวัน แต่ไม่ควรแทนการฝึกกับคนจริง เพราะการสื่อสารคือการโต้ตอบกัน ควรให้นักบำบัดช่วยเลือกแอปและระดับความยากที่เหมาะกับผู้ป่วย

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ตรวจทานโดย Miri Kinjo, Operation Manager / Occupational Therapist, PNKG Recovery Center · อัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2569

  1. Brady MC, Kelly H, Godwin J, Enderby P, Campbell P. Speech and language therapy for aphasia following stroke. Cochrane Database of Systematic Reviews, 2016.
  2. Laska AC, et al. Aphasia in acute stroke and relation to outcome. Journal of Internal Medicine, 2001.

ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยและคำแนะนำของแพทย์ได้

คนในครอบครัวพูดหรือฟังไม่เข้าใจหลังสโตรก?

ปรึกษาทีมสหวิชาชีพของ PNKG Recovery and Elder Care ได้ฟรี ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบเข้มข้น ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี 080-910-2124

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า