โดยทั่วไปการทำกายภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ผู้ป่วยหลังผ่าตัด และกลุ่มผู้สูงอายุ ไม่ควรใช้โปรแกรมการฟื้นฟูเหมือนกัน เพราะผู้ป่วยแต่ละเคสจะมีระดับความสามารถและข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งอาการอ่อนแรง การสื่อสาร ระดับความสันสน รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นต้น สำหรับ PNKG Recovery and Elder care การออกแบบแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละเคส จึงเป็นหนึ่งในพาร์ทที่มีความสำคัญที่สุด เพราะแผนฟื้นฟูที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้การฟื้นฟูปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในระยะยาว บทความนี้จะพาไปดูว่า ก่อนเริ่มออกแบบโปรแกรมฟื้นฟู ทีมสหวิชาชีพของ PNKG ต้องเตรียมและพิจารณาอะไรบ้าง เพื่อให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับผู้ป่วยมากที่สุด
เข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของผู้ป่วย
ก่อนที่จะเริ่มออกแบบแผนการฟิ้นฟูเฉพาะบุคคล (Personalised Care Plan) ก่อนอื่นทางทีมสหวิชาชีพ ต้องทำความเข้าใจพื้นฐานความสามารถทางร่างกายและข้อจำกัดของผู้ป่วย โดยจะเริ่มจากการรวมข้อมูลและทำการประเมินความสามารถของผู้ป่วย (Assessment) เช่น
อายุและโรคประจำตัว
อายุและโรคประจำตัว เป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ๆ ที่ทีม PNKG พิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ ก่อนออกแบบแผนการฟื้นฟูผู้ป่วย เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อความทนทานของร่างกาย (Endurance) ความสามารถในการออกแรง การฟื้นตัวของกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมถึงความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างการฝึก ยกตัวอย่างง่าย ๆ กรณีผู้ป่วยอายุมาก หรือมีโรคประจำตัว เช่น
- โรคหัวใจ
- เกาต์
- พาร์กินสัน
- สมองเสื่อม (Dementia)
- กระดูกพรุน ฯลฯ
อาจมีข้อจำกัดในการฝึกมากกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า หรือผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวที่กล่าวไว้ข้างต้น ทีมกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดจำเป็นต้องปรับรูปแบบการฝึก ระดับความเข้มข้น และความซับซ้อนให้เหมาะสมกับความสามารถทางร่างกายของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ร่างกายทำงานหนักเกินไปหรือเกิดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และยังช่วยให้ทีมสามารถวางแผนการฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เช่น การหลีกเลี่ยงท่าทางหรือกิจกรรมที่อาจลงน้ำหนักเต็มที่ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคกระดูกพรุน เป็นต้น
ลักษณะความบกพร่องในการเคลื่อนไหว

นอกจากกลุ่มสโตรก กลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีประวัติเป็นสโตรกก็สามารถมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวด้วยเช่นกัน เช่น เคลื่อนไหวได้ช้าลง ลุกนั่งได้ยากกว่าเดิม หรือการทรงตัวไม่มั่นคง เป็นต้น ซึ่งสาเหตุของผู้ป่วยแต่ละรายจะความแตกต่างกัน ทั้งรอยโรค รูปแบบ ระดับความรุนแรง และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
ทีมกายภาพบำบัดจึงต้องประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวผิดปกติเกิดจากอาการอ่อนแรง การควบคุมการเคลื่อนไหว หรือการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การเข้าใจลักษณะความบกพร่องในการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง จะช่วยให้ทีมสามารถเลือกวิธีการฝึกที่ตรงกับปัญหาของผู้ป่วย ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระดับความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้อ
เพื่อให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว แค่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างเดียวไม่พอ เรายังให้ความสำคัญกับความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อด้วย เช่น การเกร็ง การคลายตัว และการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีแรงกล้ามเนื้ออยู่บ้าง แต่ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดี ทำให้การเคลื่อนไหวไม่แม่นยำหรือมีอาการเกร็งผิดปกติ ในขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีแรงน้อย แต่ยังสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีในบางท่าทาง
การประเมินระดับความแข็งแรงและการควบคุมกล้ามเนื้ออย่างละเอียดจึงเป็นอีกหนึ่งพาร์ทที่สำคัญมาก ๆ ในการออกแบบแผนการฟื้นฟูผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยให้ทีมกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดสามารถเลือกวิธีการฝึกที่เหมาะสม ทั้งการฝึกเพิ่มแรงกล้ามเนื้อ การฝึกควบคุมการเคลื่อนไหว และการฝึกให้กล้ามเนื้อทำงานประสานกันอย่างเป็นธรรมชาติ
ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL)
การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การเคลื่อนย้ายผู้ป่วย การแต่งตัว หรือรับประทานอาหาร การอาบน้ำ จะช่วยให้ทีมเข้าใจว่าผู้ป่วยสามารถใช้ร่างกายได้มากน้อยแค่ไหนในชีวิตจริง ซึ่งจะสอดคล้องกับเป้าหมายในการฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและลดการพึ่งพาคนรอบข้าง
ค้นหาและอ้างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้แผนการรักษาเหมาะสมและตอบโจทย์ลิมิตอาการของผู้ป่วยมากที่สุด ทางทีมกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด จำเป็นต้องค้นหาและอ้างอิงงานวิจัยทางการแพทย์และการฟื้นฟูใหม่ ๆ ที่ตรงกับลักษณะและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทุกแนวทางการฟื้นฟูของทาง PNKG จะต้องมีคำตอบและแหล่งอ้างอิงจากงานวิจัยหรือไกด์ไลน์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งทางทีมมีเกณฑ์ในการเลือกงานวิจัยในการอ้างอิง ดังต่อไปนี้
- อ้างอิงงานวิจัยจากหนังสือหรือไกด์ไลน์ที่น่าเชื่อถือ
- งานวิจัยนั้น ๆ อธิบายปัญหาหรืออาการของผู้ป่วยอย่างไรบ้าง แล้วมีวิธีการรักษาหรือฟื้นฟูอย่างไร
- รูปแบบการเก็บข้อมูลของงานวิจัยนั้น ๆ ใช้วิธีแบบไหน เช่น การเก็บข้อมูลรูปแบบสุ่ม หรือนำแนวคิดเดิมมาอ้างอิง หลักการน่าเชื่อถือไหม? เป็นต้น
- งานวิจัยนั้นจะต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี (เพื่ออัพเดทแนวทางหรือวิธีการฟื้นฟูใหม่ ๆ และอาจเหมาะสมกับผู้ป่วยมากกว่า)
- นำมาปรับใช้กับผู้ป่วยแล้วตอบโจทย์ไหม? ถ้าไม่เหมาะ ทางทีมต้องหางานวิจัยอ้างอิงแผนการรักษาใหม่
การค้นหาและอ้างอิงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ทีมเลือกวิธีการฟื้นฟูที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ได้อิงแค่ประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ช่วยให้ทีมออกแบบแผนฟื้นฟูที่มีความเหมาะสม ปลอดภัย และมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับผู้ป่วยแต่ละเคสมากกว่าใช้โปรแกรมตีกรอบเดียวกับทุกเคส
ปรับใช้ไกด์ไลน์หรืองานวิจัยให้เหมาะสมกับผู้ป่วย

ถึงงานวิจัยหรือแนวทางจะมีผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถปรับใช้กับผู้ป่วยได้ทุกเคส ทีมกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดของ PNKG จะต้องปรับรายละเอียดของการฝึกให้เหมาะกับผู้ป่วย เช่น
- ปรับระดับความยากง่ายหรือความซับซ้อนของกิจกรรม
- ปรับความถี่และระยะเวลาการฝึก
- คำนึงถึงความเหนื่อยล้าและความปลอดภัย
เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฝึกได้อย่างต่อเนื่อง และมีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ และในกรณีนำมาปรับใช้กับผู้ป่วยแล้วไม่เหมาะสม ทางทีมต้องปรับเปลี่ยนไกด์ไลน์หรือแนวทางอ้างอิงใหม่ จนกว่าจะได้แผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยจริง ๆ
แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างทีมสหวิชาชีพ
สำหรับ PNKG การฟื้นฟูไม่ใช่แค่การขยับแขนหรือขาให้ดีขึ้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด คือ การช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลุกนั่ง เคลื่อนย้ายตัวเอง เข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แปรงฟัน สระผม ใส่เสื้อผ้า หรือใส่รองเท้า เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้ คือ ก้าวสำคัญของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างมั่นใจอีกครั้ง
ดังนั้น การฟื้นฟูของ PNKG จึงไม่ได้เน้นพัฒนาแค่ความสามารถทางกายภาพเท่านั้น แต่เรายังมีทีมสหวิชาชีพที่ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งทีมวิทยาศาสตร์การกีฬา ผู้ช่วยพยาบาล และพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการออกแบบกิจกรรมและทักษะที่ผู้ป่วยต้องใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยทีมทั้งหมดจะร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและมุมมองกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แผนฟื้นฟูมีความรอบด้าน เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย และลดความเสี่ยงจากการฝึกที่ไม่เหมาะสม นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมความมั่นใจ ลดความรู้สึกพึ่งพาผู้อื่น และอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้ทั้งในตัวผู้ป่วยและคนในครอบครัวได้อย่างตรงจุดอีกด้วย
ตั้งเป้าหมายการฟื้นฟูที่ “เป็นไปได้” และวัดผลได้จริง

เป้าหมายที่ดีต้องไม่ใช่แค่ดีขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย และสามารถวัดผลได้จริง ทีมสหวิชาชีพของ PNKG จะพิจารณาทั้งระดับความสามารถปัจจุบัน ข้อจำกัดทางร่างกาย และศักยภาพในการฟื้นตัว เพื่อกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม เช่น
- จากเดิมที่ลุกนั่งต้องมีคนช่วย อาจตั้งเป้าให้สามารถลุกจากเตียงได้ด้วยตัวเองมากขึ้น
- จากที่เดินไม่ได้เลย อาจเริ่มตั้งเป้าให้ยืนทรงตัวได้
เป้าหมายลักษณะนี้จะช่วยให้การฟื้นฟูเป็น Step by Step ไม่เร่งรัดจนเกินไป และลดความท้อแท้ของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยเห็นพัฒนาการของตนเองเป็นระยะ จะช่วยเสริมกำลังใจและความมั่นใจในการฝึกต่อเนื่อง นอกจากนี้ เป้าหมายที่วัดผลได้ยังช่วยให้ทีมสามารถประเมินความก้าวหน้าและปรับแผนการฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสม ถ้าผู้ป่วยพัฒนาได้เร็ว อาจเพิ่มระดับความซับซ้อนในการฝึก หรือหากมีข้อจำกัดมากกว่าที่คาดไว้ ทีมก็สามารถปรับแผนให้ปลอดภัยขึ้นได้ทันที
สรุป
ก่อนเริ่มการฟื้นฟูความสามารถทางร่างกาย สิ่งที่ทีมสหวิชาชีพของ PNKG ให้ความสำคัญไม่แพ้กับการทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด คือ การทำความเข้าใจผู้ป่วยและเลือกแนวทาง รวมถึงรูปแบบการฝึกที่มีหลักฐานรองรับ เพราะแผนฟื้นฟูที่ดี คือ รากฐานของการฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจใช้บริการ หรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่
- ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลา 8:30 – 17:30 น. จันทร์ – เสาร์ (ปิดบริการวันอาทิตย์)
- โทร : 080-910-2124
- Line : PNKG
- Facebook : PNKG Recovery and Elder Care

Content Writer มีประสบการณ์ด้านงานเขียนสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่ายมากกว่า 5 ปี




