บทความสุขภาพ · โรคหลอดเลือดสมอง

สโตรก คืออะไร?
ทุกเรื่องที่ครอบครัวควรรู้ ตั้งแต่นาทีแรกจนกลับบ้าน

อาการ สาเหตุ การรักษา และการฟื้นฟู เล่าจากสิ่งที่เราเห็นกับคนไข้จริงทุกวัน

อัปเดตและเรียบเรียงใหม่โดย Thanawat Suzuki · เขียนครั้งแรกโดย Navarat · ตรวจทานโดย Shunsuke Gotoh, Manager · อัปเดต กันยายน 2569

สิ่งที่ญาติคนไข้เกือบทุกคนพูดกับเราในวันแรกที่มาถึงศูนย์ คือประโยคเดียวกันแทบทุกคำ “เมื่อเช้าเขายังดี ๆ อยู่เลย”

เมื่อเช้ายังกินข้าวด้วยกัน ยังคุยกันรู้เรื่อง แล้วจู่ ๆ ตอนบ่ายก็ยกแขนไม่ขึ้น พูดไม่ชัด หรือล้มลงไปเฉย ๆ ในห้องน้ำ นั่นแหละครับธรรมชาติของสโตรก (Stroke) มันแทบไม่ให้เวลาใครได้เตรียมตัวเลย

บทความนี้เราตั้งใจเขียนให้เป็นฉบับที่ครบที่สุดเท่าที่ทำได้ ตั้งแต่สโตรกคืออะไร อาการแบบไหนต้องรีบ ทำไมทุกนาทีถึงสำคัญ ไปจนถึงเรื่องที่คนมักไม่ค่อยพูดถึง คือชีวิตหลังจากนั้น ว่าการฟื้นฟูทำอะไรได้บ้าง และทำยังไงไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

อ่านจบแล้ว อยากให้คุณรู้สึกว่า ถ้าวันหนึ่งมันเกิดกับคนที่คุณรัก คุณจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ

สรุปสั้น ๆ ก่อนอ่านต่อ

  • สโตรก (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองบางส่วนขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน จากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตกจนเลือดออกในสมอง
  • ใกล้ตัวกว่าที่คิด ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสมกว่า 363,000 คน และเสียชีวิตเกือบ 38,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละกว่า 100 คน
  • จำอาการด้วย BE FAST เสียการทรงตัว ตามองเห็นผิดปกติ หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด แล้วรีบโทร 1669
  • เวลาคือสมอง สโตรกตีบรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดได้ภายใน 4.5 ชั่วโมง และใส่สายสวนลากลิ่มเลือดได้ถึง 24 ชั่วโมงในรายที่เหมาะสม ผู้มีสิทธิบัตรทองรักษาได้ฟรีผ่าน Stroke Fast Track
  • 3–6 เดือนแรกคือช่วงเวลาทอง ของการฟื้นฟู เพราะสมองปรับตัวได้มากที่สุดในช่วงนี้
  • ป้องกันได้เกือบทั้งหมด โรคหลอดเลือดสมองราว 90% ป้องกันได้ด้วยการคุมความดันและปรับพฤติกรรม

เริ่มจากพื้นฐาน

สโตรก (Stroke) คืออะไร?

สโตรก (Stroke) คือชื่อเรียกโรคหลอดเลือดสมอง ภาษาที่คนไทยคุ้นกันก็คือ “เส้นเลือดในสมองตีบ” กับ “เส้นเลือดในสมองแตก” ทั้งสองแบบจบลงเหมือนกัน คือเนื้อสมองบางส่วนไม่ได้รับออกซิเจนและสารอาหารอย่างกะทันหัน แล้วเริ่มตาย

ที่ต้องเน้นคำว่ากะทันหัน เพราะสมองเป็นอวัยวะที่แทบไม่มีพลังงานสำรองเลยครับ เลือดหยุดไปเลี้ยงไม่กี่นาที เซลล์ก็เริ่มเสียหายแล้ว มีการคำนวณที่ถูกอ้างถึงบ่อยมากในวงการแพทย์ว่า ในสโตรกตีบขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการรักษา สมองจะสูญเสียเซลล์ประสาทไปราว 1.9 ล้านเซลล์ในทุก ๆ นาที นี่คือที่มาของประโยคที่หมอพูดกันติดปากว่า Time is Brain เวลาคือสมอง

และเพราะสมองแต่ละส่วนคุมหน้าที่ต่างกัน อาการของสโตรกจึงขึ้นอยู่กับว่าเสียหายตรงไหน บางคนอ่อนแรงครึ่งซีก บางคนพูดไม่ได้ บางคนกลืนไม่ได้ บางคนแค่เวียนหัวเดินเซ ซึ่งอาการแบบหลังนี่แหละที่ทำให้หลายครอบครัวมองข้ามไป

สโตรกใกล้ตัวกว่าที่คิด

  • ทั่วโลกมีผู้ป่วยสโตรกรายใหม่ราว 30 คนในทุก 1 นาที และผู้ใหญ่ 1 ใน 4 คน จะเป็นสโตรกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต (องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก)
  • ประเทศไทยปี 2567 มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสะสม 363,688 คน (ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข)
  • ปี 2566 คนไทยเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง 37,947 คน เฉลี่ยวันละกว่า 100 คน

รู้จักศัตรูให้ถูกตัว

สโตรกมีกี่ชนิด?

แบ่งหลัก ๆ ได้เป็นสองชนิด และมีอีกหนึ่งภาวะที่ต้องรู้จักไว้ เพราะมันคือสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่คนมักปล่อยผ่าน

ชนิดเกิดจากพบบ่อยแค่ไหนจุดสังเกต
สโตรกตีบหรืออุดตัน
(Ischemic stroke)
ลิ่มเลือดหรือคราบไขมันอุดหลอดเลือดสมอง หรือลิ่มเลือดที่หลุดมาจากหัวใจพบมากที่สุด ราว 8 ใน 10 รายอาการเกิดทันที หรือแย่ลงเป็นขั้น ๆ ภายในไม่กี่ชั่วโมง
สโตรกแตก
(Hemorrhagic stroke)
หลอดเลือดในสมองแตก เลือดไปกดเนื้อสมอง มักเกี่ยวกับความดันสูงที่คุมไม่ได้ หรือหลอดเลือดโป่งพองพบน้อยกว่า แต่รุนแรงและเสียชีวิตมากกว่ามักปวดศีรษะรุนแรงฉับพลัน อาเจียน ซึมลงเร็ว
สโตรกเตือน
(TIA)
ลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดสมองแค่ช่วงสั้น ๆ แล้วสลายหรือหลุดไปเอง เลือดจึงกลับมาไหลเวียนได้ตามเดิมไม่ทิ้งความเสียหายถาวร แต่เป็นสัญญาณว่าสโตรกจริงอาจตามมาอาการเหมือนสโตรก แต่หายไปเองภายในไม่กี่นาทีถึงชั่วโมง ห้ามชะล่าใจเด็ดขาด

อ่านเจาะลึกแต่ละชนิดได้ที่ เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก และ สัญญาณเตือนสโตรกระยะแรก

สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

อาการสโตรก เช็กให้ไวด้วย BE FAST

กรมควบคุมโรคใช้หลัก B.E.F.A.S.T ซึ่งครอบคลุมกว่า FAST แบบเดิม เพราะเพิ่มเรื่องการทรงตัวกับการมองเห็นเข้ามา ซึ่งก็คือสองอาการที่เราเห็นคนพลาดบ่อยที่สุด

ตัวอักษรความหมายสิ่งที่สังเกตเช็กง่าย ๆ ที่บ้าน
B Balanceเสียการทรงตัวเวียนหัว เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ ขึ้นมาทันทีให้ลองลุกยืนหรือเดินสองสามก้าว โดยมีคนประคอง
E Eyesการมองเห็นผิดปกติตามัวข้างเดียว มองเห็นครึ่งเดียว หรือเห็นภาพซ้อนฉับพลันถามว่ามองเห็นชัดเหมือนเดิมไหม
F Faceหน้าเบี้ยวมุมปากตก ยิ้มแล้วสองข้างไม่เท่ากันให้ยิ้มกว้าง ๆ หรือยิงฟัน
A Armsแขนขาอ่อนแรงยกแขนไม่ขึ้นข้างหนึ่ง หรือชาครึ่งซีกให้ยกแขนสองข้างค้างไว้ 10 วินาที ดูว่าข้างไหนตก
S Speechพูดผิดปกติพูดไม่ชัด ลิ้นคับปาก พูดไม่รู้เรื่อง หรือฟังไม่เข้าใจให้พูดประโยคง่าย ๆ ตาม
T Timeเวลาเวลาที่เห็นอาการครั้งแรก หรือเวลาสุดท้ายที่ยังปกติจดเวลาไว้ แล้วโทร 1669 ทันที

อาการที่คนมักมองข้าม

นอกจาก BE FAST ยังมีอาการอีกกลุ่มที่เราเจอบ่อยว่าญาติไม่ได้คิดถึงสโตรกเลย เช่น ปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สับสน พูดจาไม่ปะติดปะต่อกะทันหัน กลืนแล้วสำลัก หรือเวียนหัวบ้านหมุนร่วมกับเดินเซจนลุกไม่ไหว

สองอาการหลังนี้เราเขียนแยกไว้ละเอียดแล้ว ลองอ่าน เวียนหัวบ้านหมุน แบบไหนคือสัญญาณสโตรก และ ปวดหัวข้างเดียว แบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล ประกอบได้ครับ

จุดร่วมของอาการสโตรกทั้งหมดคือคำว่า ฉับพลัน อาการที่ค่อย ๆ เป็นมาหลายเดือนมักไม่ใช่สโตรก แต่อาการที่ชั่วโมงก่อนยังไม่มี แล้วตอนนี้มี นั่นแหละที่ต้องรีบ

ถ้ามีอาการแม้เพียงข้อเดียว ทำแบบนี้

  • โทร 1669 ทันที ไม่ต้องรอดูว่าจะหายเองไหม และไม่ต้องขับรถไปเองถ้าเลี่ยงได้
  • จดเวลาที่เห็นอาการ หรือเวลาสุดท้ายที่ยังปกติ แพทย์ใช้เวลานี้ตัดสินใจเรื่องยา
  • ห้ามให้กินน้ำ อาหาร หรือยาใด ๆ รวมถึงแอสไพริน เพราะอาจสำลัก และถ้าเป็นสโตรกแตก ยาบางตัวจะทำให้เลือดออกมากขึ้น
  • ถ้าอาเจียนหรือซึม ให้นอนตะแคงเพื่อกันสำลัก
  • เตรียมรายการยาที่ใช้ประจำติดตัวไปด้วย

ทำไมทุกนาทีถึงสำคัญ

สโตรกรักษาอย่างไร และเวลาที่ห้ามพลาด

พอไปถึงโรงพยาบาล สิ่งแรกที่แพทย์ทำคือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) เพื่อแยกให้ได้ก่อนว่าเป็นสโตรกตีบหรือแตก เพราะการรักษาสองแบบนี้แทบจะตรงข้ามกันเลย แบบตีบต้องรีบเปิดหลอดเลือด ส่วนแบบแตกต้องรีบหยุดเลือด

สโตรกตีบ: แข่งกับเวลาเพื่อเปิดหลอดเลือด

การรักษาทำอะไรกรอบเวลาโดยทั่วไป
ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ
(alteplase หรือ tenecteplase)
สลายลิ่มเลือดที่อุดหลอดเลือดสมองภายใน 4.5 ชั่วโมง หลังเริ่มมีอาการ บางรายที่ภาพสมองเหมาะสมอาจขยายได้ถึง 9 ชั่วโมง
ใส่สายสวนลากลิ่มเลือด
(Mechanical thrombectomy)
สอดสายเข้าทางหลอดเลือดแดงไปดึงลิ่มเลือดออก ใช้กับการอุดตันของหลอดเลือดใหญ่ได้ถึง 24 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์
ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน และคุมปัจจัยเสี่ยงป้องกันลิ่มเลือดใหม่และการกลับเป็นซ้ำเริ่มหลังแพทย์ประเมิน และต้องใช้ต่อเนื่องระยะยาว

กรอบเวลาเหล่านี้อ้างอิงแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมหัวใจและสมาคมโรคหลอดเลือดสมองแห่งสหรัฐอเมริกา ฉบับปี 2026 ซึ่งยกให้ยา tenecteplase เป็นทางเลือกหลักเทียบเท่า alteplase แล้ว ข้อดีคือให้ยาได้ในครั้งเดียว ไม่ต้องหยดยาต่อเนื่องเป็นชั่วโมง

สโตรกแตก: หยุดเลือดและลดแรงกดต่อสมอง

การรักษาหลักคือคุมความดันให้ลดลงอย่างเหมาะสม แก้ไขภาวะเลือดแข็งตัวผิดปกติถ้ามี และในบางรายต้องผ่าตัดเอาก้อนเลือดออก หรือลดความดันในกะโหลกศีรษะ ถ้าต้นเหตุคือหลอดเลือดโป่งพอง แพทย์อาจต้องปิดจุดโป่งพองนั้นเพื่อไม่ให้แตกซ้ำ อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่ เลือดออกในสมอง

คนไทยใช้สิทธิอะไรได้บ้าง

ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เข้าถึงการรักษาผ่านระบบ Stroke Fast Track ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมยาละลายลิ่มเลือด การผ่าตัดเมื่อจำเป็น การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ไปจนถึงการฟื้นฟูและการติดตามดูแลที่บ้าน

สิ่งที่ต้องทำมีแค่โทร 1669 ให้รถพยาบาลพาไปยังโรงพยาบาลที่พร้อมรักษา หรือโทรสอบถามสายด่วน สปสช. 1330 ส่วนในภาวะฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้ตามสิทธิ UCEP

เราเห็นมาหลายครั้งครับว่า ตัวแปรที่ทำให้ผลลัพธ์ของคนไข้สองคนต่างกันมาก บางทีไม่ใช่ความรุนแรงของโรคเลย แต่เป็นเวลาที่ไปถึงโรงพยาบาล คนหนึ่งถึงภายในชั่วโมงแรก อีกคนนอนรอดูอาการจนเช้า

ต้นเหตุที่ส่วนใหญ่ควบคุมได้

สโตรก เกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้

งานวิจัยระดับโลกชื่อ INTERSTROKE ที่ศึกษาคนกว่า 26,000 คนใน 32 ประเทศ พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้เพียง 10 อย่าง อธิบายการเกิดสโตรกได้ราว 90% และตัวที่ใหญ่ที่สุดคือความดันโลหิตสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสโตรกเกือบครึ่งหนึ่ง

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ทำไมถึงเสี่ยงทำอะไรได้
ความดันโลหิตสูงผนังหลอดเลือดเสื่อม ทั้งตีบและแตกง่ายขึ้นวัดความดันสม่ำเสมอ กินยาต่อเนื่อง ลดเค็ม
ไขมันในเลือดผิดปกติคราบไขมันสะสมจนหลอดเลือดตีบตรวจเลือดปีละครั้ง ใช้ยาตามแพทย์สั่ง
เบาหวานน้ำตาลสูงทำให้หลอดเลือดเสื่อมเร็วคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์
หัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF)เกิดลิ่มเลือดในหัวใจ แล้วหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองถ้าใจสั่น ชีพจรไม่สม่ำเสมอ ให้ตรวจคลื่นหัวใจ
สูบบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด และทำให้เลือดแข็งตัวง่ายเลิกให้ได้ ไม่มีปริมาณที่ปลอดภัย
ไม่ออกกำลังกาย อ้วนลงพุงพาความดัน น้ำตาล และไขมันขึ้นมาพร้อมกันขยับอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
อาหารเค็มจัดโซเดียมทำให้ความดันสูงขึ้นลดเค็ม เพิ่มผักผลไม้
ดื่มแอลกอฮอล์มากความดันขึ้น และเสี่ยงเลือดออกในสมองลดหรืองด
ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อความดันและพฤติกรรมการกินการนอนนอนให้พอ หาทางจัดการความเครียด

ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุที่มากขึ้น ประวัติสโตรกในครอบครัว และการเคยเป็นสโตรกหรือสโตรกเตือนมาก่อน ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแน่ ๆ แต่แปลว่าต้องดูแลปัจจัยที่คุมได้ให้เข้มกว่าคนอื่น

ประเด็นที่อยากชวนสังเกตคือ ปัจจัยเสี่ยงส่วนใหญ่ไม่มีอาการเลยครับ ความดันสูงไม่เจ็บ ไขมันสูงไม่ปวด คนจำนวนไม่น้อยรู้ตัวว่าความดันสูงเป็นครั้งแรก ก็ตอนที่นอนอยู่ในห้องฉุกเฉินแล้ว ถ้ายังไม่รู้ว่าค่าไหนปกติ ลองอ่าน ความดันปกติเท่าไหร่ และ อาหารโซเดียมสูงที่เสี่ยงสโตรก ประกอบได้

คนอายุน้อยเป็นสโตรกได้ไหม?

ได้ครับ และไม่ได้หายากอย่างที่คิด คนวัยทำงานที่เป็นสโตรกส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงชุดเดียวกับผู้สูงอายุ คือความดันสูงที่ไม่รู้ตัว สูบบุหรี่ และไขมันสูง แต่ในคนอายุน้อยยังมีสาเหตุเฉพาะที่ต้องนึกถึงเพิ่ม เช่น ผนังหลอดเลือดแดงที่คอฉีกขาด ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด การใช้สารเสพติด และไมเกรนชนิดที่มีออร่า

ส่วนที่เราอยู่กับมันทุกวัน

หลังพ้นวิกฤต การฟื้นฟูคือสิ่งที่ตัดสินคุณภาพชีวิต

พอพ้นช่วงวิกฤตในโรงพยาบาล หลายครอบครัวคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดผ่านไปแล้ว แต่สำหรับเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของงานจริงครับ เพราะคำถามต่อจากนี้ไม่ใช่ “รอดไหม” อีกต่อไป แต่คือ “จะกลับไปใช้ชีวิตได้แค่ไหน”

นักกายภาพบำบัดสองคนช่วยผู้ป่วยสโตรก (stroke) ลุกยืนจากเตียง
การพาผู้ป่วยลุกจากเตียงให้เร็วที่สุดเท่าที่ปลอดภัย คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูที่ได้ผล

3–6 เดือนแรก คือช่วงเวลาทอง

กรมควบคุมโรคระบุไว้ชัดว่า การทำกายภาพบำบัดใน 3–6 เดือนแรกมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงที่สมองปรับตัวได้มากที่สุด ความสามารถนี้เรียกว่า Neuroplasticity คือสมองส่วนที่ยังดีอยู่เรียนรู้ที่จะรับหน้าที่แทนส่วนที่เสียไป แต่มันจะเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อถูกฝึกซ้ำ ๆ อย่างถูกวิธี และมากพอ

ข้อนี้สำคัญมากครับ เพราะหลายบ้านรอให้คนไข้แข็งแรงก่อนแล้วค่อยเริ่มฝึก ซึ่งกลับหัวกลับหางเลย ยิ่งรอ กล้ามเนื้อยิ่งลีบ ข้อยิ่งติด และสมองก็ยิ่งเสียโอกาสในช่วงที่มันพร้อมเรียนรู้ที่สุด

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพ้น 6 เดือนแล้วจะหมดหวังนะครับ การฟื้นตัวยังเกิดขึ้นต่อได้ เพียงแต่ช้าลง และต้องอาศัยความสม่ำเสมอมากขึ้น

ฟื้นฟูไม่ใช่แค่ฝึกเดิน

สโตรกกระทบมากกว่าแขนขา มันกระทบการกลืน การพูด ความจำ ไปจนถึงการใช้มือทำเรื่องเล็ก ๆ อย่างติดกระดุมเสื้อ การฟื้นฟูที่ครบจึงต้องทำงานเป็นทีม หรือที่เรียกว่าสหวิชาชีพ

  • นักกายภาพบำบัด ฝึกการพลิกตัว ลุกนั่ง ยืน ทรงตัว และเดิน
  • นักกิจกรรมบำบัด ฝึกการใช้มือและกิจวัตรประจำวัน เช่น กินข้าว แต่งตัว อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ
  • นักแก้ไขการพูดและการกลืน ฝึกพูด ฝึกสื่อสาร และฝึกกลืนให้ปลอดภัยจากการสำลัก
  • พยาบาล ดูแลเรื่องยา ป้องกันแผลกดทับและภาวะแทรกซ้อน และสอนญาติให้ดูแลต่อได้
ผู้ป่วยสโตรกฝึกการใช้มือกับนักกิจกรรมบำบัด
การฝึกหยิบจับชิ้นเล็ก ๆ ดูเหมือนง่าย แต่คือการฝึกให้สมองกลับมาสั่งการมือได้อย่างละเอียดอีกครั้ง

เรื่องที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง: ใจ

ภาวะซึมเศร้าหลังสโตรกพบได้ราวหนึ่งในสามของผู้ป่วย ตามงานวิเคราะห์อภิมานที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Stroke และมันส่งผลตรง ๆ ต่อการฟื้นฟู เพราะคนที่หมดกำลังใจก็ไม่อยากฝึก

ถ้าคนที่บ้านเริ่มเงียบลง ไม่อยากทำอะไร นอนทั้งวัน หรือร้องไห้ง่ายขึ้น อย่ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนป่วย ให้บอกทีมแพทย์ครับ มันรักษาได้ และพอใจดีขึ้น การฝึกก็มักดีขึ้นตามไปด้วย

นักกายภาพบำบัดช่วยผู้ป่วยลุกยืนจากวีลแชร์
เป้าหมายของการฟื้นฟูไม่ใช่แค่ลุกจากวีลแชร์ได้ แต่คือการกลับไปทำสิ่งที่เคยทำได้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด

อยากรู้ว่าการฝึกที่ได้ผลจริงหน้าตาเป็นยังไง ต้องฝึกหนักแค่ไหน อ่านต่อได้ใน กายภาพสโตรก ทำยังไงให้กลับมาใกล้เคียงปกติ ครับ

เรื่องที่ต้องคิดต่อ

สโตรกกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

ได้ครับ และนี่คือเหตุผลที่การรักษาสโตรกไม่ได้จบแค่วันที่ออกจากโรงพยาบาล งานวิเคราะห์ขนาดใหญ่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA ปี 2025 รวบรวมผู้ป่วยกว่า 171,000 คน จาก 38 การศึกษา ที่เคยเป็นสโตรกเตือนหรือสโตรกเล็กน้อย พบว่าราว 1 ใน 8 คนเป็นสโตรกซ้ำภายใน 5 ปี และเกือบ 1 ใน 5 ภายใน 10 ปี

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ครึ่งหนึ่งของสโตรกครั้งถัดมาเกิดขึ้นหลังผ่านไปแล้วมากกว่าหนึ่งปี แปลว่าความเสี่ยงไม่ได้หายไปตอนที่คนไข้ดูดีขึ้น ช่วงที่ครอบครัวเริ่มวางใจ เลิกวัดความดัน หรือคนไข้หยุดยาเองเพราะรู้สึกหายแล้ว คือช่วงที่อันตรายที่สุด

ส่วนที่คุณเริ่มได้วันนี้

ป้องกันสโตรกได้อย่างไร?

กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคหลอดเลือดสมองราว 90% ป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ใช้ได้ทั้งกับคนที่ยังไม่เคยเป็น และคนที่เคยเป็นแล้วไม่อยากเป็นซ้ำ

เช็กลิสต์ป้องกันสโตรก

  • วัดความดันเป็นประจำ ถ้าสูงให้กินยาต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเอง
  • ตรวจน้ำตาลและไขมันในเลือดอย่างน้อยปีละครั้ง
  • เลิกบุหรี่ และลดหรืองดแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน หรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • ลดอาหารเค็ม หวาน มัน และคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ถ้าใจสั่น หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ให้ตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • ผู้ที่เคยเป็นสโตรกแล้ว กินยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาป้องกันลิ่มเลือดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ส่วนเรื่องอาหารสำหรับผู้ป่วยและกลุ่มเสี่ยง เรารวบรวมไว้ใน อาหารสำหรับผู้ป่วยสโตรก แล้วครับ

ขอเคลียร์ให้ชัด

5 ความเชื่อผิด ๆ เรื่องสโตรกที่เรายังเจออยู่

1. เจาะเลือดที่ปลายนิ้วช่วยได้

ไม่ช่วยครับ และเสียเวลาที่มีค่าที่สุดไปเปล่า ๆ ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ใดรองรับ สิ่งเดียวที่ช่วยได้จริงคือโทร 1669 แล้วไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

2. อาการหายเองแล้ว ไม่ต้องไปหาหมอ

อาการที่มาแล้วหายไปเองอาจเป็นสโตรกเตือน (TIA) ซึ่งบอกว่าหลอดเลือดกำลังมีปัญหา และสโตรกจริงอาจตามมาในไม่ช้า ต้องไปตรวจทันที ไม่ใช่รอนัดสัปดาห์หน้า

3. สโตรกเป็นโรคของคนแก่

อายุเป็นปัจจัยเสี่ยงก็จริง แต่คนวัยทำงานก็เป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ความดันสูงแบบไม่รู้ตัว สูบบุหรี่ หรือทำงานหนักจนไม่เคยตรวจสุขภาพ

4. นวดอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องทำกายภาพ

การนวดช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อได้ แต่ไม่ได้ฝึกให้สมองกลับมาสั่งการร่างกายใหม่ การฟื้นฟูที่ได้ผลต้องเป็นการฝึกเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ อย่างมีเป้าหมาย ซึ่งคนไข้ต้องลงมือทำเอง

5. เกิน 6 เดือนแล้ว ฟื้นไม่ได้อีกแล้ว

การฟื้นตัวช้าลงจริง แต่ไม่ได้หยุด เราเห็นคนไข้ที่ยังพัฒนาต่อได้หลังจากนั้น เมื่อได้รับการฝึกที่ต่อเนื่องและเหมาะกับเป้าหมายของเขา

สำหรับครอบครัวที่กำลังตัดสินใจ

เมื่อไหร่ควรพิจารณาศูนย์ฟื้นฟู?

ไม่ใช่ทุกคนต้องมาอยู่ศูนย์ฟื้นฟูครับ หลายคนฟื้นตัวได้ดีกับการทำกายภาพที่โรงพยาบาลแล้วฝึกต่อที่บ้าน แต่มีบางสถานการณ์ที่เราเห็นว่าการฟื้นฟูแบบเข้มข้นช่วยได้มาก เช่น

  • ผู้ป่วยยังลุกยืนหรือเดินเองไม่ได้ หลังออกจากโรงพยาบาล
  • มีปัญหาการกลืนหรือการพูดร่วมด้วย ต้องใช้หลายวิชาชีพพร้อมกัน
  • ที่บ้านไม่มีคนดูแลเต็มเวลา หรือญาติยังไม่มั่นใจในการดูแล
  • ยังอยู่ในช่วง 3–6 เดือนแรก และอยากใช้ช่วงเวลาทองให้คุ้มที่สุด
ทีมนักกายภาพบำบัดดูแลผู้ป่วยหลังสโตรกฝึกยืนในห้องพัก
ที่ PNKG ทีมกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด อรรถบำบัด และพยาบาล วางโปรแกรมฟื้นฟูรายบุคคลร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคนที่บ้านอยู่ในกลุ่มไหน โทรมาคุยกับเราได้ครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่มีข้อผูกมัด บางครั้งคำตอบที่ดีที่สุดคือการฝึกต่อที่บ้าน ซึ่งเราก็ยินดีแนะนำให้

สรุป

สโตรกคือภาวะฉุกเฉินที่เวลามีค่ามากที่สุด จำ BE FAST และเบอร์ 1669 ไว้ให้ขึ้นใจ เพราะการไปถึงโรงพยาบาลเร็วขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เปลี่ยนผลลัพธ์ได้มหาศาล

เมื่อพ้นวิกฤตแล้ว อย่าปล่อยให้ 3–6 เดือนแรกผ่านไปเฉย ๆ เพราะนั่นคือช่วงที่การฟื้นฟูให้ผลมากที่สุด และไม่ว่าจะยังไม่เคยเป็นหรือเคยเป็นแล้ว การป้องกันเริ่มได้จากเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุด คือรู้ค่าความดันของตัวเอง

ตอบให้ครบในที่เดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสโตรก

สโตรกคืออะไร?

สโตรก (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่เนื้อสมองขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน จากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน หรือหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เซลล์สมองเสียหายและเกิดอาการ เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบรักษา

สโตรกเกิดจากอะไร?

เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือดหรือคราบไขมัน ซึ่งพบราว 8 ใน 10 ราย หรือจากหลอดเลือดสมองแตก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือความดันโลหิตสูง รองลงมาคือไขมันในเลือดผิดปกติ เบาหวาน การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการสโตรกเป็นอย่างไร?

จำด้วยหลัก BE FAST คือ เสียการทรงตัวหรือเดินเซ (Balance) การมองเห็นผิดปกติ (Eyes) หน้าเบี้ยวหรือมุมปากตก (Face) แขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก (Arms) พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง (Speech) และรีบจดเวลาแล้วโทร 1669 (Time) อาการสโตรกมักเกิดขึ้นฉับพลัน

สโตรกรักษาหายไหม?

ขึ้นกับความรุนแรง ตำแหน่งที่เสียหาย และความเร็วในการรักษา ถ้าได้รับยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมง หรือการใส่สายสวนลากลิ่มเลือดทันเวลา หลายคนกลับมาใกล้เคียงปกติได้ ส่วนผู้ที่ยังมีความพิการหลงเหลือ การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะใน 3–6 เดือนแรก ช่วยให้กลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นชัดเจน

สโตรกกับอัมพาตต่างกันอย่างไร?

สโตรกคือตัวโรคหรือสาเหตุ ส่วนอัมพฤกษ์และอัมพาตคือผลที่ตามมา อัมพฤกษ์คือกล้ามเนื้ออ่อนแรงแต่ยังขยับได้บ้าง ส่วนอัมพาตคือขยับไม่ได้เลย สโตรกเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอัมพฤกษ์อัมพาตครึ่งซีก

คนอายุน้อยเป็นสโตรกได้ไหม?

ได้ คนวัยทำงานที่เป็นสโตรกส่วนใหญ่มีความดันสูงที่ไม่รู้ตัว สูบบุหรี่ หรือไขมันสูง นอกจากนี้ยังมีสาเหตุเฉพาะในคนอายุน้อย เช่น ผนังหลอดเลือดแดงที่คอฉีกขาด ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด การใช้สารเสพติด และไมเกรนชนิดมีออร่า

สโตรกเป็นซ้ำได้ไหม?

ได้ งานวิเคราะห์ในวารสาร JAMA ปี 2025 พบว่าผู้ที่เคยเป็นสโตรกเตือนหรือสโตรกเล็กน้อย ราว 1 ใน 8 คนเป็นซ้ำภายใน 5 ปี และเกือบ 1 ใน 5 ภายใน 10 ปี โดยครึ่งหนึ่งเกิดหลังผ่านไปแล้วมากกว่าหนึ่งปี การกินยาต่อเนื่องและคุมความดันจึงสำคัญมาก

ต้องฟื้นฟูหลังสโตรกนานแค่ไหน?

ช่วงที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดคือ 3–6 เดือนแรก ซึ่งกรมควบคุมโรคระบุว่าการทำกายภาพบำบัดในช่วงนี้จำเป็นอย่างยิ่ง แต่การฟื้นตัวยังเกิดต่อได้หลังจากนั้นถ้าฝึกสม่ำเสมอ ระยะเวลาที่เหมาะสมขึ้นกับเป้าหมายของแต่ละคน ซึ่งทีมฟื้นฟูจะประเมินและปรับโปรแกรมเป็นระยะ

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้ตรวจทานโดย Shunsuke Gotoh, Manager, PNKG Recovery Center · อัปเดตล่าสุด กันยายน 2569

  1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. รณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก 2568 (ข้อมูลผู้ป่วยจาก HDC ปี 2567 และสถิติการเสียชีวิตปี 2566). ตุลาคม 2568.
  2. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). สิทธิการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน Stroke Fast Track. 2568.
  3. American Heart Association / American Stroke Association. Guideline for the Early Management of Patients With Acute Ischemic Stroke. 2026.
  4. O’Donnell MJ, et al. Global and regional effects of potentially modifiable risk factors associated with acute stroke in 32 countries (INTERSTROKE). The Lancet, 2016.
  5. Khan F, et al. Long-Term Risk of Stroke After Transient Ischemic Attack or Minor Stroke: A Systematic Review and Meta-Analysis. JAMA, 2025.
  6. Saver JL. Time Is Brain—Quantified. Stroke, 2006.
  7. Hackett ML, Pickles K. Frequency of depression after stroke: an updated systematic review and meta-analysis of observational studies. International Journal of Stroke, 2014.
  8. World Stroke Organization. Global Stroke Fact Sheet.

ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากสงสัยว่ามีอาการสโตรก โทร 1669 ทันที

สโตรกฟื้นฟูได้ ถ้าเริ่มถูกเวลา

PNKG Recovery and Elder Care ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบเข้มข้น ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ดูแลโดยทีมสหวิชาชีพร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี 080-910-2124

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า