กินเค็มแค่ไหน ถึงเรียกว่า “เสี่ยงสโตรก” หลายคนอาจคิดว่าตัวเองไม่ได้ทานเค็ม เพราะไม่ได้เติมเครื่องปรุงอะไรเพิ่ม แต่โซเดียมส่วนใหญ่ที่เราได้รับจะมาจากอาหารหน้าตาธรรมดา ๆ มากกว่า เช่น อาหารตามสั่ง บะหมี่สำเร็จรูป รวมถึงขนมทานเล่นระหว่างวัน อาจทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินแบบเงียบ ๆ ทุกวัน ซึ่งร่างกายอาจไม่ได้ส่งสัญญาณให้เรารู้ทันที แต่จะค่อย ๆ สะสมจนทำให้ความดันโลหิตเริ่มสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว บทความนี้จะพาทุกคนมาเช็ก 7 อาหารที่โซเดียมสูง รวมเมนูอาหารจานโปรดยอดฮิตแต่เสี่ยงสโตรกกว่าที่คิด พร้อมวิธีลดความเสี่ยงก่อนสายฉบับเข้าใจง่าย

โซเดียม คืออะไร? ทำไมถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสโตรก

โซเดียมแฝงในอาหาร แตกต่างกับโซเดียมในอาหารอย่างไร? 

ปัจจุบัน โซเดียมในอาหารสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ได้แก่

ซึ่งโซเดียมแฝงเป็นตัวการหลักที่ทำให้เรารับปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันโดยไม่รู้ตัว ยิ่งทานบ่อย ๆ หรือทานเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมองได้ในระยะยาว

ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันเท่าไรถึงเหมาะสม

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 2,000 มิลลิกรัม (ประมาณเกลือ 1 ช้อนชา)

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 2,000 มิลลิกรัม (ประมาณเกลือ 1 ช้อนชา) แต่จริง ๆ แล้ว หลายคนอาจได้รับโซเดียมในอาหารแต่ละมื้อมากกว่าที่ร่างกายต้องการโดยไม่รู้ตัว การรู้ปริมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง และควบคุมการรับประทานให้พอดีในแต่ละวัน จึงไม่ใช่แค่การ “ลดเค็ม” แต่เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลร่างกาย ลดความเสี่ยงโรค และสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน โดยเกณฑ์โซเดียมในอาหารที่ควรได้รับในแต่วันในแต่ละช่วงวัย มีรายละเอียดดังตารางต่อไปนี้

อายุปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวัน (มก.วัน)
1-2 ปี225-675
4-8 ปี300-900
6-8 ปี325-950
9-12 ปี400-1,175 (ชาย)
350-1,100 (หญิง)
13-15 ปี500-1,500 (ชาย)
400-1,250 (หญิง)
16-18 ปี525-1,600 (ชาย)
425-1,275 (หญิง)
19-30 ปี500-1,475 (ชาย)
400-1,200 (หญิง)
31-70 ปี475-1,450 (ชาย)
400-1,200 (หญิง)
71 ปีขึ้นไป400-1,200 (ชาย)
350-1,050 (หญิง)
หญิงตั้งครรภ์450-1,600
หญิงให้นมบุตร520-1,700

เช็กลิสต์ 7 อาหารที่มีโซเดียมสูงตัวการเงียบทำร้ายหลอดเลือด

หลายคนอาจคิดว่าแค่หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัดก็เลี่ยงโซเดียมได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง โซเดียมไม่ได้อยู่แค่ในรสเค็มอย่างเดียว แต่กลับซ่อนอยู่ในเมนูจานโปรดโดยไม่รู้ตัว อาหารบางอย่างหน้าตาดูธรรมดา ไม่ได้เค็มจัด แต่กลับมีปริมาณโซเดียมแฝงสูงเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ เมื่อทานต่อเนื่อง โซเดียมจะค่อย ๆ สะสม ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) ในระยะยาว อาหารเหล่านี้จึงเป็นเมนูที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองควรหลีกเลี่ยง และสำหรับคนทั่วไป รู้ก่อนก็สามารถป้องกันสโตรกในอนาคตได้ เปิดเช็กลิสต์ 7 อาหารที่มีโซเดียมสูงตัวการเงียบที่อาจกำลังทำร้ายร่างกายของคุณโดยไม่รู้ตัว ได้แก่

อาหารกึ่งสำเร็จรูป

อาหารแปรรูป 

อาหารจานเดียวรสจัด

เปิดเช็กลิสต์ 7 อาหารที่มีโซเดียมสูงตัวการเงียบที่อาจกำลังทำร้ายร่างกายของคุณโดยไม่รู้ตัว

อาหารหมักดอง

ขนมขบเคี้ยว

อาหารฟาสต์ฟู้ด

ซอสและเครื่องปรุงรส

จาก 7 เช็กลิสต์ที่ PNKG รวมมาให้จะเห็นได้ว่า อาหารที่มีโซเดียมสูงไม่ใช่แค่อาหารรสเค็มจัด แต่รวมถึงเมนูใกล้ตัวที่เราทานเป็นประจำ การลดหรือเลือกทานอย่างระวัง จะช่วยลดภาระต่อหลอดเลือดและลดความเสี่ยงสโตรกในระยะยาว

อาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง? 

อาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบหลอดเลือด หัวใจ และไต

การบริโภคอาหารโซเดียมสูงเป็นประจำการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ จะค่อย ๆ สะสมในร่างกายและกระทบกับระบบต่าง ๆ ทีละเล็กละน้อย โดยเฉพาะระบบหลอดเลือด หัวใจ และไต โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ความดันโลหิตสูง

เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก)

ไตทำงานหนัก และเสี่ยงไตเสื่อม

ภาวะบวมน้ำ

เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

6 สัญญาณเงียบ อาการแบบไหนกำลังเตือนว่าร่างกายมีโซเดียมสูงเกิน

6 สัญญาณเงียบ อาการแบบไหนกำลังเตือนว่าร่างกายมีโซเดียมสูงเกิน

โดยทั่วไป เมื่อร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมสูงเกินไป อาจจะไม่มีอาการเด่นชัดตั้งแต่แรก แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ส่งสัญญาณเตือนแบบเงียบ ๆ ที่เรามองข้ามไปในชีวิตประจำวัน หากปล่อยไว้นาน อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับพฤติกรรมทานเค็มหรือทานอาหารโซเดียมสูงเป็นประจำ ควรเริ่มปรับพฤติกรรมทันที เพื่อลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมองในระยะยาว

5 แนวทางลดโซเดียมอย่างไรให้ได้ผล ลดเสี่ยงสโตรกในระยะยาว

วิธีการลดโซเดียม แค่ลดอาหารรสจัดอย่างเดียวไม่พอ เพราะอาหารที่เราทานกันทุกวันอาจมีโซเดียมแฝงซ่อนอยู่ในอาหารที่เราทานเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว ทั้งจากอาหารแปรรูป เครื่องปรุง และเมนูสำเร็จรูปต่าง ๆ การลดปริมาณโซเดียมที่ดีและเหมาะสม จึงไม่ใช่วิธีการงดทันที แต่สามารถเริ่มได้ง่าย ๆ แค่ปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละมื้ออย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น

การลดโซเดียมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่างในทันที แต่สามารถเริ่มจากการปรับทีละเล็กทีละน้อยในแต่ละมื้อ ถ้าสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงของความดันโลหิตสูง และป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างตรงจุด

จะเห็นได้ว่า หลายครั้ง “ความเคยชิน” ในการทาน เป็นจุดเริ่มต้นของความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว อาหารโซเดียมสูงที่เราทานอยู่ทุกวัน อาจไม่ได้ส่งผลทันที แต่จะค่อย ๆ สะสม จนกลายเป็นความดันโลหิตสูง และนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง (สโตรก) ในระยะยาว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่แค่การหลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด แต่เป็นการเข้าใจและสังเกตตัวเอง เพราะหลาย ๆ กรณี ผู้ป่วยสโตรกส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวมาก่อนว่าตัวเองมีความเสี่ยง จนกระทั่งเกิดอาการขึ้นแล้ว 

ที่ PNKG เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพไม่ใช่แค่การรักษาเมื่อป่วย แต่คือการเข้าใจร่างกายและฟื้นฟูภาวะหลังสโตรกอย่างตรงจุดด้วยทีมสหวิชาชีพที่ครอบคลุมทั้งด้านการประเมิน ฟื้นฟู และวางแผนสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้คุณสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า