แชร์ 7 วิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบอย่างไรให้ฟื้นตัวดีและมีประสิทธิภาพ ดูแลผู้ป่วย Stroke ยังไงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดโอกาสเกิดโรคซ้ำ อัปเดตฉบับผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูและการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตามหลักการดูแลผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบและโรคหลอดเลือดสมองของศูนย์ PNKG Recovery and elder care
โรคหลอดเลือดสมอง รักษาเสร็จ ≠ จบ
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคหลอดเลือดสมอง หลังจากทำการรักษาในระยะเฉียบพลัน (Acute phase) แล้ว ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยทุกเคสจะสามารถกลับมาเดินหรือใช้ชีวิตได้ปกติ เพราะโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่ส่วนใหญ่จะทิ้งร่องรอยความพิการของรอยโรคไว้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม
3 เป้าหมายหลักในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
- ป้องกันความเสี่ยงในการกลับมาเป็นซ้ำ : ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติป่วยเป็นสโตรก มีโอกาสเป็นซ้ำมากกว่าคนทั่วไป (โดยเฉพาะช่วง 90 วันแรก) ถ้าเป็นซ้ำ โอกาสในการฟื้นฟูความสามารถให้กลับมาใกล้เคียงกับครั้งแรกหรือใกล้เคียงปกติจะน้อยกว่าเดิม
- ฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว : เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
- เพิ่มคุณภาพชีวิต : ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต ลดการพึ่งพาจากสมาชิกในครอบครัว
7 วิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหลังได้รับการรักษา
การดูแลผู้ป่วย Stroke หรือผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) ด้วยความเข้าใจและเหมาะสมอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะความสามารถที่จำเป็นในการชีวิตแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำได้อีกด้วย โดย 7 แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่ถูกต้องและเหมาะสม มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
1. การฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

การฟื้นฟูสมรรถภาพเป็นสิ่งที่ทางครอบครัวและผู้ดูแลควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ๆ หลังทำการรักษา โดยเฉพาะในช่วง Golden Period (ช่วง 0-6 เดือนแรก นับตั้งแต่วันที่มีอาการ) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองสามารถเรียนรู้และฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยแผนการฟื้นฟูควรจะมีรูปแบบที่เหมาะสมกับความสามารถของผู้ป่วย ฝึกอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับความซับซ้อนหรือความยากในการฝึกได้ เมื่อผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ
- กายภาพบำบัด (Physical Therapy) : สำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) จะเน้นการฝึกการเคลื่อนไหวเป็นหลัก โดยจะเริ่มจากการทรงตัว การยืน และการเดินตามลำดับ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ และเพิ่มความทนทาน (Endurance) ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้นานและไกลมากยิ่งขึ้น
- กิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy)
- ฝึกกลืนอาหาร สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia) มีสายอาหาร (NG Tube) หรือมีปัญหาด้านความคิดและความเข้าใจ (Cognitive)
- ฝึกพูด (Speech Therapy) : สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด หรือไม่สามารถสื่อสารได้
- ฝึกการใช้แขน ข้อมือ และนิ้วมือ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
- ฝึกการรับรู้และความเข้าใจ (Cognitive Training) : พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการสับสน หรือมีปัญหาด้านความจำโดยเฉพาะ
- การฝึกกิจวัตรประจำวัน (ADLs) : เป็นรูปแบบการฝึก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น การฝึกเข้าห้องน้ำ ทำความสะอาดด้วยตัวเองเมื่อทำธุระเสร็จ ฝึกอาบน้ำ สระผม แปรงฟัน การใส่เสื้อผ้า การรับประทานอาหาร รวมถึงการใส่ถุงเท้าและรองเท้าด้วยตัวเอง เป็นต้น
การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตามแผนการรักษาที่กำหนด จะช่วยให้ผู้ป่วยมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ลดอาการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว และทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตแล้ว ยังช่วยเยียวยาทานด้านจิตใจ และช่วยลดโอกาสเกิดความเครียด วิตกกังวล หรือหมดความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้อย่างตรงจุดอีกด้วย
2. ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น หรือเร่งรัดผู้ป่วยมากเกินไป
กับดับที่ใหญ่ที่สุดในสังคมไทย คือ “ความกตัญญู” “หลายครอบครัวเลยซัพพอร์ตหรือดูแลมากเกินความจำเป็นด้วยคำว่า “อยากทำให้” สุดท้ายการทำแทนให้ทุกอย่าง = ทำลายโอกาสการฟื้นฟูความสามารถผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว
- เมื่อมีครอบครัวหรือผู้ดูแลซัพพอร์ต ผู้ป่วยจะหยุดความพยายามใช้แขนหรือขาซีกที่อ่อนแรง
- เมื่อไม่ได้ใช้งาน สมองจะคิดว่าส่วนนี้ไม่มีความจำเป็น และค่อย ๆ ลดความสำคัญลง
- ถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวจะค่อย ๆ ฟื้นฟูดีขึ้น แต่ผู้ป่วยก็จะไม่ใช่ร่างกายในซีกที่อ่อนแรงอยู่ดี
- ในบางเคสอาจขู่หรือกดดัน เพราะคิดว่าผู้ป่วยไม่พยายาม
- ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การประคองเดินตลอดเวลาโดยไม่จำเป็น หรือป้อนข้าวให้ผู้ป่วย ทั้งที่ผู้ป่วยสามารถหัดทานเองได้
ดังนั้น ครอบครัวหรือผู้ดูแลจึงควรให้เวลาผู้ป่วยได้พยายามลองทำดู ถึงแม้จะช้าอาจจะไม่ทันใจก็ตาม และซัพพอร์ตเฉพาะขั้นตอนที่จำเป็นจริง ๆ และค่อย ๆ ลดระดับการซัพพอร์ตลงเรื่อย ๆ
3. ควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเข้มงวด

ผู้ป่วยที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองทุกเคส มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคซ้ำได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจาก รอยโรคที่เป็นอยู่ ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ การควบคุมปัจจัยเสี่ยง และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงเป็นวิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบที่ควรให้ความสำคัญ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารรสจัด (โรคเส้นเลือดในสมองตีบห้ามกินอะไร 7 อาหารควรงดลดเสี่ยงทรุด : คลิกที่นี่)
- งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- จัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม
4. รับประทานยาและการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

การรับประทานยาและการติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยป้องกันการเกิดโรคซ้ำ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- รับประทานยาโรคประจำตัวอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็น ยาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด หรือโรคอื่น ๆ เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
- การติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินอาการ ปรับยา และให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
- สังเกตอาการผิดปกติตามหลัก Be Fast Stroke เช่น แขนขาอ่อนแรง ซีกใดซีกหนึ่ง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด มองเห็นลำบาก ปวดศีรษะรุนแรง หรือเวียนศีรษะ หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
- ตรวจสุขภาพประจำปี
5. การดูแลสภาวะทางจิตใจและอารมณ์

นอกจากด้านกายภาพแล้ว การฟื้นฟูด้านอารมณ์และจิตใจก็เป็นวิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะโรคนี้ไม่ได้กระทบแค่ทางร่างกายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจและอารมณ์ของผู้ป่วยโดยตรง โดยการดูแลผู้ป่วย Stroke ทางด้านจิตใจสามารถเริ่มได้จาก
- การให้กำลังใจ เมื่อผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด หรือท้อแท้
- เปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง และปลอดเปลี่ยน เพื่อลดความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้
- สนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรม เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเหงา หรือความครียดแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่า และมีกำลังใจในการฟื้นฟูมากขึ้นด้วย
- หากผู้ป่วยมีอาการเบื่อหน่าย ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ที่เคยชอบ นอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินและรักษา
6. ปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมและปลอดภัย (Home Modification)
วิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบที่หลายคนมองข้ามเป็นอันดับต้น ๆ คือ การปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสมและปลอดภัย หลังเกิดสโตรก การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องการทรงตัว อาการอ่อนแรง หรือภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น การปรับบ้านให้เหมาะกับผู้ป่วย จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยง และทำให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เช่น
- ห้องน้ำ : ติดราวจับข้างชัดโครกและบริเวณพื้นที่อาบน้ำ ใช้แผ่นกันลื่น ลดขอบประตู มีเก้าอี้นั่งอาบน้ำ
- ห้องนอน : ปรับเตียงให้สูงระดับเข่า วางของจำเป็นไว้ใกล้มือ และเพิ่มไฟทางเดินสำหรับตอนกลางคืน
- ทางเดินในบ้าน : นำพรมออก เพิ่มแสงสว่าง เก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบ ลดความเสี่ยงในการสะดุด
ยิ่งบ้านปลอดภัย ผู้ป่วยยิ่งเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ → ฟื้นตัวเร็วขึ้น → ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุซ้ำ
7. การจัดการภาวะแทรกซ้อน
ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง (Spasticity)
เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากระบบประสาทส่วนกลางบาดเจ็บ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อตึงหรือเกร็งตลอดเวลา ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในบริเวณแขนและขาซีกที่อ่อนแรง ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขจะนำไปสู่ภาวะข้อติด
- การจัดท่า (Positioning) : จัดท่านั่งและท่านอนให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการปล่อยให้แขนหรือขาอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ
- การยืดกล้ามเนื้อ (Stretching) : ควรทำทุกวัน เพื่อลดอาการตึงของกล้ามเนื้อ โดยควรได้รับคำแนะนำจากนักกายภาพบำบัดก่อน เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
- อุปกรณ์พยุง (Splint/orthosis) : ช่วยจัดแนวข้อต่อให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะข้อติด และช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ยาลดการเกร็ง : ในกรณีที่มีอาการเกร็งค่อนข้างมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดอาการเกร็ง หรือฉีด Botulinum toxin เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อเฉพาะจุด
ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia)
ภาวะกลืนลำบาก เป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาการกลืนอาหาร อาจมีอาการเจ็บหรือกลืนอาหารได้ยากกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration Pneumonia) หนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยสโตรก
- ผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการประเมินการกลืนโดยนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาหารสำลักเงียบ (Silent Aspiration)
- ปรับระดับ Level ของอาหารและน้ำดื่มให้เหมาะสมกับความสามารถในการกลืน
- หากผู้ป่วยมีอาการไอระหว่างกลืนอาหารหรือน้ำ หายใจติดขัด เสียงแหบ น้ำลายไหลมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณต้องระวัง
- จัดท่านั่งตรงขณะรับประทานอาหาร และให้นั่งตรงอีกอย่างน้อย 30 นาทีหลังรับประทาน
ภาวะซึมเศร้าหลังสโตรก (Post-Stroke Depression)
ภาวะซึมเศร้าหลังสโตรกเป็นภาวะที่พบได้ค่อนข้างบ่อย โดยมีรายงานว่า สามารถพบได้ประมาณ 30–50% ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งหมายความว่า ในผู้ป่วย 2 คน อาจมีถึง 1 คนที่กำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้าในช่วงใดช่วงหนึ่งของการฟื้นตัว
- สังเกตอาการ : เงียบลง ไม่อยากทำกิจกรรม นอนไม่หลับหรือนอนมากผิดปกติ
- พูดคุยเปิดใจกับผู้ป่วยสมํ่ำเสมอ ไม่ควรปล่อยให้อยู่คนเดียวนาน
- แจ้งแพทย์เมื่อสงสัย อาจต้องได้รับยาต้านเศร้าหรือการบำบัดทางจิตวิทยา
- กิจกรรมทางสังคมและความสำเร็จเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการฟื้นฟูมีผลบวกต่ออารมณ์อย่างมาก
นอกจากนี้ อาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น แผลกดทับ (ควรพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง) ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ Deep Vein Thrombosis (DVT) และภาวะสับสน (Delirium) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ
สำหรับผู้ที่กำลังมองศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบโดยเฉพาะ ด้วยการทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด และทักษะการใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุดและช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยศาสตร์แห่งไคโก-โดะ ศาสตร์การฟื้นฟูแบบฉบับญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในไทย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
- ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลา 8:30 – 17:30 น. จันทร์ – เสาร์ (ปิดบริการวันอาทิตย์)
- โทร : 080-910-2124
- Line : PNKG
- Facebook : PNKG Recovery and Elder Care
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ
- เปลี่ยนยา – หรือหยุดยาเอง : เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคซ้ำ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจอันตรายถึงชีวิต
- กลั้นอุจจาระปัสสาวะหรือเบ่งถ่ายแรง ๆ : อาจเพิ่มความดันในสมอง
- ใช้ยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริม อาหารเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ : อาจมีผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่
- ความเครียด : ควรหาวิธีจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย น้อยหน่า ขนุน องุ่น เงาะ ผลไม้เชื่อม ผลไม้กระป๋องในน้ำเชื่อม น้ำผลไม้ เป็นต้น เนื่องจาก มีปริมาณน้ำตาลและไขมันสูง ซึ่งอาจส่งเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือดและปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับโรคได้
สามารถรักษาได้ และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว (ภายใน 4.5 ชั่วโมง) และเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้ป่วยควรได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และควบคุมปัจจัยเสี่ยงไปพร้อม ๆ กัน เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ

Content Writer มีประสบการณ์ด้านงานเขียนสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่ายมากกว่า 5 ปี




