ตรวจสอบเนื้อหาโดย: Miri Kinjo นักกิจกรรมบำบัดชาวญี่ปุ่น PNKG Recovery and Elder Care
ฟื้นฟูสมองหลังสโตรก คือการฝึกให้สมองส่วนที่ยังดีอยู่เรียนรู้หน้าที่ใหม่ จนผู้ป่วยกลับมากินข้าว แปรงฟัน หรือแต่งตัวได้เอง แม้ขาจะยังเดินไม่ได้ก็ตาม
ครอบครัวผู้ป่วยหลายบ้านบอกกับทีม PNKG ตรงกันว่า “ไม่ได้หวังให้เดินได้ ขอแค่กิน อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้าได้เองก็พอ” ความหวังแบบนี้เป็นจุดที่การฝึกสมองช่วยได้มาก เพราะผู้ป่วยหลายคนที่ยังทำกิจวัตรเองไม่ได้ กล้ามเนื้อมีแรงพอแล้ว ที่ติดอยู่คือสมองยังสั่งงานได้ไม่ครบขั้นตอน
บทความนี้อธิบายว่าสมองหลังสโตรกฟื้นตัวได้อย่างไร สังเกตอาการแบบไหนที่บอกว่าผู้ป่วยต้องฝึกสมอง และทีมของเราใช้ 5 ขั้นตอนอะไรในการฟื้นฟู
สมองหลังสโตรกยังเรียนรู้ใหม่ได้ จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสมอง

เมื่อเซลล์สมองบางส่วนเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมอง เซลล์ที่เหลืออยู่ยังสร้างเส้นทางเชื่อมต่อใหม่และรับหน้าที่แทนส่วนที่เสียไปได้ กลไกนี้เรียกว่า Neuroplasticity หรือความยืดหยุ่นของสมอง
ช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเกิดโรค หรือที่เรียกว่า Golden Period สมองปรับตัวได้เร็วที่สุด หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงยังเกิดขึ้นได้ต่อ แค่ช้าลงและต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอ
สมองสร้างเส้นทางใหม่ได้ดีเมื่อถูกใช้งานซ้ำๆ กับงานที่มีความหมายต่อผู้ป่วย การฝึกจับช้อนตักข้าวทุกมื้อ หรือแปรงฟันที่อ่างล้างหน้าทุกเช้า จึงได้ผลดีกว่าแบบฝึกหัดที่ไม่เชื่อมกับชีวิตจริง เพราะในงานเดียว สมองได้ฝึกทั้งการวางแผน สมาธิ ความจำ และการสั่งการเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน แนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของ AHA/ASA ก็แนะนำให้ฝึกผ่านกิจวัตรประจำวันจริงเช่นกัน
6 สัญญาณที่บอกว่าผู้ป่วยต้องฝึกสมองควบคู่กับร่างกาย
หลายครอบครัวเจอสถานการณ์ที่แขนขาดีขึ้นแล้ว แต่ผู้ป่วยก็ยังทำกิจวัตรเองไม่ได้อยู่ดี ลองสังเกตว่าคนที่บ้านมีอาการเหล่านี้ไหม
- รู้ว่าต้องทำอะไร แต่เริ่มไม่ได้ อาหารวางอยู่ตรงหน้าแต่นั่งนิ่ง จนกว่าจะมีคนบอก (Initiation Deficit)
- มือมีแรง แต่จับแปรงสีฟันไม่ถูก ท่าทางไม่ออกมาอย่างที่ตั้งใจ (Apraxia)
- แต่งตัวไปครึ่งทางแล้วหยุด ลืมว่ากำลังทำอะไรอยู่ (ปัญหาสมาธิและความจำ)
- ไม่รู้ตัวว่าร่างกายอ่อนแรง พยายามลุกเดินเองทั้งที่ยังทำไม่ได้ (Anosognosia)
- รู้ว่าอันตราย แต่ห้ามตัวเองไม่อยู่ เช่น ลุกจากเตียงคนเดียวตอนกลางคืน (Inhibition Deficit)
- กินข้าวแค่ครึ่งจาน ไม่สนใจสิ่งของที่อยู่ด้านซ้าย ทั้งที่ตายังมองเห็น (Unilateral Neglect)
อาการเหล่านี้มาจากวงจรประสาทเฉพาะจุดในสมองที่ได้รับความเสียหาย ผู้ป่วยไม่ได้ดื้อหรือขี้เกียจ และนักบำบัดประเมินได้ว่าต้นเหตุอยู่ตรงไหน ถ้าพบตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ควรปรึกษานักกิจกรรมบำบัดเพื่อประเมินการรับรู้โดยเร็ว
รายละเอียดกิจวัตรพื้นฐาน 4 อย่างที่ผู้ป่วยฝึกได้ในท่านั่ง อ่านได้ที่บทความ ADL คืออะไร? ฝึกฝนผู้ป่วยสโตรกให้ดูแลตัวเองได้
ร่างกายกับการรับรู้ ต้องฟื้นไปพร้อมกัน

แม้จะมีอัมพาตหลังโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยก็ยังทำกิจวัตรได้มากกว่าที่หลายคนคิด ถ้าได้ใช้แรงที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ และปรับวิธีทำให้เข้ากับร่างกาย เช่น กินข้าวด้วยมือข้างที่ดี แต่งตัวในท่านั่ง หรือเข้าห้องน้ำโดยมีราวจับช่วยพยุง
ส่วนผู้ป่วยบางคน ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วแต่ยังทำกิจวัตรเองไม่ได้ กรณีนี้มักมีปัญหาการรับรู้หรือการทำงานของสมองส่วนสูง (High-order Brain Function) ซ่อนอยู่
การดูแลตัวเองได้จึงต้องอาศัย 2 ด้านทำงานร่วมกัน
ด้านร่างกาย เสริมแรงที่เหลืออยู่ ใช้อุปกรณ์ช่วย ปรับบ้านให้ปลอดภัย และสอนวิธีทำแบบใหม่ที่เหมาะกับอัมพาต เป้าหมายคือหาทางทำให้ได้ แม้ร่างกายจะยังไม่เหมือนเดิม
ด้านการรับรู้ ประเมินและฝึกการวางแผน สมาธิ ความจำ และการใช้อุปกรณ์ เพื่อแก้ต้นเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยยังทำไม่ได้ ทั้งที่ร่างกายพร้อมแล้ว
ที่ PNKG นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดประเมินทั้งสองด้านพร้อมกัน และวางแผนร่วมกันตั้งแต่วันแรก ผู้ป่วยจึงไม่ต้องรอให้ขาแข็งแรงก่อนแล้วค่อยเริ่มฝึกเรื่องอื่น
ฟื้นฟูสมองส่วนไหน ผู้ป่วยถึงกลับมาดูแลตัวเองได้

การกินข้าวหนึ่งมื้อดูเหมือนเรื่องง่าย แต่สมองต้องทำงานพร้อมกันหลายส่วน เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง กิจวัตรทั้งชุดก็สะดุด
สมองกลีบหน้า (Frontal Lobe) ดูแลการวางแผนและการเริ่มลงมือ เช่น รู้ว่ากินเสร็จต้องล้างจาน และคอยห้ามไม่ให้ทำสิ่งเสี่ยง ผู้ป่วยที่ลุกจากเตียงเองตอนกลางคืนมักมีปัญหาที่ส่วนนี้
เครือข่ายความสนใจ (Attention Network) ทำให้จดจ่อจนแปรงฟันเสร็จ ไม่วอกแวกเมื่อทีวีเปิดอยู่ และรู้ตัวทันเมื่อปวดปัสสาวะ ถ้าบกพร่อง ผู้ป่วยจะทำค้างกลางทางหรือถามซ้ำว่าเมื่อกี้ทำอะไรไป บางคนทำได้ทีละอย่างเท่านั้น พอกินข้าวไปคุยกับลูกหลานไป มือก็หยุดตักทันที
ระบบความจำ แยกเป็นความจำเชิงทักษะที่จำวิธีใส่เสื้อ กับความจำใช้งานที่จำได้ว่าเพิ่งสวมแขนขวาไปแล้ว ต่อไปคือแขนซ้าย เมื่อความจำส่วนนี้บกพร่อง ผู้ป่วยจะทำขั้นตอนเดิมซ้ำ เช่น สวมแขนขวาสองรอบ หรือจำวิธีใหม่ที่นักบำบัดสอนไว้ไม่ได้ในวันรุ่งขึ้น
สมองกลีบข้าง (Parietal Lobe) โดยเฉพาะซีกซ้าย เปลี่ยนความตั้งใจให้เป็นท่าทาง เมื่อส่วนนี้เสียหายจะเกิด Apraxia คืออยากทำแต่ทำไม่ได้ ซึ่งStroke Association UK อธิบายว่าเป็นหนึ่งในผลกระทบที่พบบ่อยหลังสโตรก
การฝึกที่ได้ผลจึงต้องรู้ก่อนว่าส่วนไหนบกพร่อง ทีม PNKG ใช้แบบประเมินมาตรฐานอย่าง MMSE, MoCA และ Trail Making Test แยกดูทีละด้าน เพื่อให้ได้ผลชัดเจนอย่าง “สมาธิสลับและความจำระยะสั้นมีปัญหา สงสัย Apraxia” แทนการสรุปกว้างๆ ว่าการรับรู้ต่ำ
Apraxia ภาวะที่ครอบครัวมักเข้าใจผิดมากที่สุด
ในบรรดาปัญหาด้านการรับรู้ Apraxia ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด เพราะผู้ป่วยดูปกติ แรงดี ความรู้สึกดี แต่ทำของง่ายๆ ไม่ได้
Apraxia ที่พบบ่อยมี 2 แบบ แบบแรกคือ Ideomotor Apraxia บอกให้ทำท่าแปรงฟันแล้วทำไม่ได้ แต่พอยื่นแปรงจริงให้กลับทำได้บ้าง และยิ่งตั้งใจก็ยิ่งทำยาก แบบที่สองคือ Ideational Apraxia ผู้ป่วยรู้จักแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และแก้วน้ำทีละชิ้น แต่เรียงลำดับการใช้ร่วมกันไม่ได้ จึงกระทบทุกกิจวัตรที่มีหลายขั้นตอน ตั้งแต่อาบน้ำ แต่งตัว ไปจนถึงทำอาหาร
คำพูดอย่าง “ขี้เกียจ” “ไม่ตั้งใจ” หรือ “ฝึกน้อยไป” ทำร้ายกำลังใจผู้ป่วยมาก และทำให้ความสัมพันธ์ในบ้านตึงเครียด Apraxia เป็นปัญหาทางระบบประสาทที่ดีขึ้นได้ด้วยการฝึกที่ถูกวิธี ดูอาการเพิ่มเติมได้จาก MSD Manual
5 ขั้นตอนฟื้นฟูสมองที่ PNKG
ทีมนักกิจกรรมบำบัดของเราออกแบบการฝึกโดยใช้กิจวัตรจริงเป็นสนามฝึก ทุกเคสผ่าน 5 ขั้นตอนนี้
1. เลือกเป้าหมายที่สำคัญที่สุดก่อน
ทีมคุยกับผู้ป่วยและครอบครัวว่าอยากให้ทำอะไรได้ก่อน เช่น “กินข้าวเองได้” หรือ “เข้าห้องน้ำคนเดียวได้” สมองฟื้นตัวได้ดีกว่าเมื่อฝึกทีละเป้าหมาย การฝึกทุกอย่างพร้อมกันมักทำให้ผู้ป่วยล้าและไม่เห็นความคืบหน้า
2. ประเมินว่าสมองด้านไหนติดขัด
ใช้แบบประเมินมาตรฐานแยกดูการวางแผน ความจำ สมาธิ และ Apraxia ทีละด้าน ผลประเมินที่ละเอียดช่วยให้เลือกวิธีฝึกได้ตรงจุด
3. แบ่งงานเป็นขั้นเล็ก เริ่มจากขั้นที่ทำสำเร็จ
การกินข้าวแบ่งได้เป็น จับช้อน เอื้อมไปที่จาน ตักอาหาร ยกขึ้นปาก และกลืน ผู้ป่วยเริ่มจากขั้นที่ทำได้ก่อน วิธีนี้เรียกว่า Errorless Learning งานวิจัยของ Wilson และคณะพบว่าช่วยผู้ที่มีปัญหาความจำเรียนรู้ทักษะได้ดีกว่าการลองผิดลองถูก เพราะความล้มเหลวซ้ำๆ ทำให้สมองจำวิธีที่ผิดไว้แทน
4. ฝึกกับของจริงในสถานที่จริง
ผู้ป่วย Apraxia ได้ประโยชน์น้อยจากการอธิบายด้วยคำพูด ทีมจึงให้ฝึกแปรงฟันที่อ่างล้างหน้าจริง และกินข้าวที่โต๊ะอาหารจริง สถานที่และสิ่งของรอบตัวช่วยให้สมองจำขั้นตอนได้ง่ายขึ้น
5. จัดสภาพแวดล้อมให้ช่วยสมองทำงาน
ติดป้ายขั้นตอนเป็นรูปภาพ วางของใช้ไว้ที่เดิมทุกครั้ง และเก็บของที่รกสายตาออก สภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยแบ่งภาระของสมองส่วนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ป่วยทำสำเร็จบ่อยขึ้น และมีกำลังใจฝึกต่อ
ตัวอย่าง: ฝึกแปรงฟันทีละขั้น
นักกิจกรรมบำบัดจะพาผู้ป่วยไปที่อ่างล้างหน้าจริง วางแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และแก้วน้ำไว้ตำแหน่งเดิมทุกครั้ง แล้วแบ่งงานเป็นขั้นสั้นๆ ได้แก่ หยิบแปรง บีบยาสีฟัน แปรงฟันด้านขวา แปรงด้านซ้าย บ้วนปาก และเก็บแปรงเข้าที่
ช่วงแรกนักบำบัดจะจับมือนำในขั้นที่ผู้ป่วยยังทำไม่ได้ และปล่อยให้ทำเองในขั้นที่ทำได้ เมื่อขั้นไหนคล่องแล้วจึงค่อยลดการช่วยลงทีละขั้น ผู้ป่วยจึงแทบไม่ได้ทำผิด และสมองจำเฉพาะลำดับที่ถูกต้อง
ถ้าผู้ป่วยมีภาวะละเลยซีกซ้ายร่วมด้วย นักบำบัดอาจเริ่มวางของไว้ด้านขวาที่ผู้ป่วยสังเกตเห็นได้ก่อน แล้วค่อยๆ ฝึกให้หันไปมองด้านซ้ายมากขึ้น
ดูรายละเอียดโปรแกรมได้ที่บริการการฝึกการรับรู้และความเข้าใจ ส่วนความต่างระหว่างงานของนักกายภาพกับนักกิจกรรมบำบัด อ่านได้ที่ กายภาพบำบัดผู้ป่วยสโตรก คืออะไร? ต่างจากกิจกรรมบำบัดยังไง
ฟื้นฟูสมองต่อที่บ้าน ครอบครัวช่วยได้ทุกวัน

ทีม PNKG ฝึกผู้ป่วยหลายครั้งต่อสัปดาห์ แต่เวลาที่เหลือของวันอยู่กับครอบครัว ทุกมื้ออาหารและทุกครั้งที่แต่งตัวจึงเป็นโอกาสให้มีการฟื้นฟูสมองของคนไข้
“ดูแล” หมายถึงทำแทนในสิ่งที่ผู้ป่วยยังทำไม่ได้ ส่วน “ฝึก” หมายถึงรอ เฝ้าดู และเปิดโอกาสให้ลองเอง ทั้งสองอย่างจำเป็น เพียงแต่ต้องรู้ว่าตอนไหนควรใช้แบบไหน
รอ 15–30 วินาทีก่อนช่วย สมองหลังสโตรกประมวลผลช้าลง การรอให้ผู้ป่วยคิดเองคือการกระตุ้นวงจรประสาทโดยตรง
ถามแทนบอก ลองถามว่า “ต่อไปทำอะไรนะ” แทนการบอกขั้นตอนถัดไป คำถามทำให้สมองกลีบหน้าและระบบความจำได้ทำงาน
จดสิ่งที่ผู้ป่วยทำได้ เช่น “เช้านี้จับช้อนได้เอง” หรือ “วันนี้แต่งตัวจนเสร็จ” แล้วเล่าให้ทีมฟัง ข้อมูลเล็กๆ แบบนี้ช่วยให้เราปรับโปรแกรมได้แม่นขึ้น
จัดบ้านให้ช่วยสมอง วางของใช้ประจำไว้ที่เดิม ติดรูปขั้นตอนไว้ใกล้อ่างล้างหน้าหรือตู้เสื้อผ้า และเก็บของที่ไม่ใช้ออกจากโต๊ะอาหาร บ้านที่เป็นระเบียบช่วยให้ผู้ป่วยทำสำเร็จเองได้บ่อยขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก
แนวทางฝึกต่อที่บ้านแบบละเอียด อ่านได้ที่ กายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยสโตรก: 9 เรื่องที่ครอบครัวควรรู้ ถ้าผ่านไปหลายเดือนแล้วรู้สึกว่าผู้ป่วยไม่ดีขึ้นต่อ ลองอ่านไทม์ไลน์การฟื้นตัวและภาวะ Plateau
“อยากให้เดินได้” มาทีหลัง สิ่งที่ครอบครัวต้องการก่อนคือ “ขอให้ดูแลตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี” ความปรารถนานั้นคือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูของเรา
— ปรัชญา Kaigo-Do (介護道) ของ PNKG
ฝึกสมองนานแค่ไหนถึงจะเห็นผล
ระยะเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ตำแหน่งและขนาดของสมองที่เสียหาย ระยะเวลาตั้งแต่เกิดโรคจนเริ่มฝึก ความถี่ในการฝึก และการได้ฝึกต่อที่บ้านทุกวัน
ผู้ป่วยที่เริ่มเร็วในช่วง Golden Period และได้ฝึกต่อเนื่อง มักเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่า ที่ PNKG ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ฝึกต่อเนื่องครบ 6 สัปดาห์จะเห็นพัฒนาการชัดเจน ทีมประเมินและปรับแผนทุกสัปดาห์ และแจ้งความคืบหน้าให้ครอบครัวรู้ทุกครั้ง
ความคืบหน้าของการฝึกสมองมักเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น เริ่มลงมือได้เองโดยไม่ต้องเตือน หยุดกลางทางน้อยลง หรือแต่งตัวได้ครบโดยไม่ข้ามขั้น สัญญาณเหล่านี้มักมาก่อนที่ผู้ป่วยจะทำกิจวัตรได้เองทั้งหมด ครอบครัวจึงควรสังเกตและชื่นชมทุกครั้งที่เห็น
ระวังภาวะ Excess Disability
ความรักและความห่วงทำให้หลายบ้านอยากช่วยผู้ป่วยทุกอย่าง แต่การทำแทนในสิ่งที่ผู้ป่วยยังพอทำได้ อาจทำให้ความสามารถที่เหลืออยู่ลดลงเร็วกว่าที่ควร ภาวะนี้เรียกว่า Excess Disability
แนวคิด Kaigo-Do ของ PNKG จึงเน้นให้ผู้ป่วยลงมือทำเองให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายและสมองไหว ครอบครัวช่วยเฉพาะส่วนที่ยังทำไม่ได้ แล้วค่อยๆ ถอยออกมาเมื่อผู้ป่วยเริ่มทำได้เอง
คำถามที่พบบ่อย
เริ่มได้ทันทีที่แพทย์ประเมินว่าอาการคงที่ ช่วง 3–6 เดือนแรกสมองปรับตัวได้เร็วที่สุด การเริ่มเร็วจึงเพิ่มโอกาสฟื้นตัว
ได้ การฝึกส่วนใหญ่ทำในท่านั่ง เช่น ฝึกกินข้าว แปรงฟัน และแต่งตัว ผู้ป่วยจึงฝึกสมองไปพร้อมกับกายภาพบำบัดได้
ได้ สมองยังสร้างเส้นทางใหม่ได้แม้พ้นช่วง Golden Period ไปแล้ว แค่การเปลี่ยนแปลงจะช้าลงและต้องฝึกสม่ำเสมอมากขึ้น ผู้ป่วยหลายคนยังพัฒนาเรื่องกิจวัตรได้ต่อเมื่อปรับวิธีฝึกให้ตรงกับต้นเหตุ
อาจเกิดจาก Apraxia หรือปัญหาการวางแผนและสมาธิ ควรให้นักกิจกรรมบำบัดประเมินเพื่อหาต้นเหตุ
คือการฝึกการรับรู้ เช่น ความจำ สมาธิ และการวางแผน ที่ PNKG เน้นฝึกผ่านกิจวัตรจริง เพื่อให้ผลที่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที
ควรช่วยเฉพาะขั้นที่ผู้ป่วยยังทำไม่ได้ การทำแทนมากเกินไปอาจทำให้ความสามารถที่เหลืออยู่ลดลง อ่านเพิ่มที่ ติดเตียงจริงหรือเป็นการเข้าใจผิด
บางครั้งอาการไม่ยอมฝึกมาจากปัญหาการเริ่มต้นลงมือ หรือการไม่รู้ตัวว่าร่างกายมีข้อจำกัด ลองเริ่มจากกิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบหรือเห็นว่าสำคัญ เช่น หยิบขนมที่ชอบกินเอง แล้วเล่าให้ทีมฟัง นักบำบัดจะช่วยหาสาเหตุและปรับวิธีฝึกให้เหมาะ
มีทั้งแบบผู้ป่วยใน (IPD) ที่พักที่ศูนย์ พร้อมทีมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มาฝึกตามนัด ทีมจะแนะนำรูปแบบที่เหมาะกับอาการและเป้าหมายของผู้ป่วยแต่ละคน
ควรเตรียมผล CT Scan หรือ MRI ประวัติการรักษา และยาประจำตัว ถ้าส่งรูปหรือวิดีโอตอนผู้ป่วยทำกิจวัตรที่บ้านมาให้ทีมดูล่วงหน้า จะช่วยให้วางแผนประเมินได้ตรงจุดขึ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้าเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ
ปรึกษาทีมฟื้นฟูของ PNKG
ทีมนักกิจกรรมบำบัด (OT) และนักกายภาพบำบัด (PT) ไทย-ญี่ปุ่นของ PNKG ประเมินผู้ป่วยครบทั้งร่างกายและการรับรู้ แล้วออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล โดยเริ่มจากกิจวัตรที่ครอบครัวอยากเห็นผู้ป่วยทำได้ก่อน
- PNKG Recovery and Elder Care ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ
- โทร 080-910-2124 (จันทร์–เสาร์ 09.00–17.00 น.)
- LINE @PNKG
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์สำหรับบุคคลใดโดยเฉพาะ การประเมินและการรักษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้เชี่ยวชาญแต่ละราย
แหล่งอ้างอิง
- Winstein CJ, et al. Guidelines for Adult Stroke Rehabilitation and Recovery. Stroke. 2016;47(6):e98–e169. AHA/ASA
- Wilson BA, Baddeley A, Evans J, Shiel A. Errorless learning in the rehabilitation of memory impaired people. Neuropsychological Rehabilitation. 1994;4(3):307–326.
- Stroke Association UK. Problems moving or controlling your body (apraxia)
- MSD Manual. Apraxia





