
Bed ridden คือ ภาวะติดเตียง หมายถึงผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเกือบตลอดเวลาและลุกออกจากเตียงเองไม่ได้ ญาติผู้ป่วยใช้คำนี้กันบ่อยมาก และหลายครั้งใช้กับผู้ป่วยที่ร่างกายยังฟื้นตัวได้
ทีมนักกายภาพบำบัดของเราเจอสถานการณ์นี้บ่อย ญาติพาผู้ป่วยมาพร้อมคำบอกเล่าว่า “คุณพ่อติดเตียงแล้วค่ะ ลุกเองไม่ได้เลย” แต่พอประเมินจริง ผู้ป่วยยังพลิกตัวได้เอง ลุกนั่งขอบเตียงได้เมื่อมีคนช่วยพยุงนิดหน่อย บางรายยืนเกาะราวได้ด้วยซ้ำ
ในสถานการณ์แบบนี้ ทีมของเรามองว่าผู้ป่วยอาจยังไม่เข้าข่ายผู้ป่วยติดเตียง เพราะยังมีโอกาสฟื้นตัวและกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแบบนี้เกิดได้กับทุกครอบครัว เพราะญาติส่วนใหญ่ไม่เคยได้รู้จักเกณฑ์ที่ใช้ประเมินมาก่อน พบบ่อยในผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมอง ผู้สูงอายุหลังผ่าตัด และคนที่นอนโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์
Bed ridden คือ อะไร
ในทางการแพทย์ การจะบอกว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะ bed ridden หรือไม่ ไม่ได้ตัดสินจากการที่ผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียว แพทย์และนักกายภาพบำบัดจะดูว่าผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันได้เองมากน้อยแค่ไหน
คนที่เดินไม่ได้แต่นั่งรถเข็นและกินข้าวเองได้ ส่วนใหญ่จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ bed ridden คือ สิ่งที่ผู้ป่วยอาจจะยังไม่ได้เป็นจริงๆ
ติดเตียง วัดกันจากอะไร
เครื่องมือที่ใช้กันแพร่หลายในไทยคือ ดัชนีบาร์เธล (Barthel ADL Index) ซึ่งให้คะแนนกิจวัตรพื้นฐาน 10 อย่าง เช่น การกินอาหาร การอาบน้ำ การลุกจากเตียงไปเก้าอี้ การเดิน การขึ้นลงบันได และการควบคุมการขับถ่าย คะแนนเต็มคือ 20
กรมอนามัยแบ่งผู้สูงอายุตามคะแนนนี้ เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดสังคม (12–20 คะแนน) กลุ่มติดบ้าน (5–11 คะแนน) และกลุ่มติดเตียง (0–4 คะแนน)
ประเด็นที่ญาติหลายคนไม่รู้ คือคะแนนนี้วัดจากสิ่งที่ผู้ป่วย “ทำอยู่จริงตอนนี้” ถ้าผู้ป่วยไม่เคยได้ลองลุกนั่งเอง เพราะมีคนทำให้ตลอด คะแนนก็ออกมาต่ำได้ ทั้งที่ความสามารถจริงสูงกว่านั้น จึงยังสรุปไม่ได้ว่าผู้ป่วยติดเตียงจริงหรือไม่
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่าผู้ป่วย “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ได้ทำ”
ผู้ป่วยติดเตียงจริง อาการเป็นอย่างไร

เมื่อรู้แล้วว่า bed ridden คือ อะไร มาดูกันว่าผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะนี้จริงมีลักษณะอย่างไร ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องพึ่งผู้ดูแลเกือบทุกด้านของชีวิตประจำวัน
การเคลื่อนไหว ผู้ป่วยพลิกตัวเองบนเตียงไม่ได้ หรือขยับได้เพียงเล็กน้อย โดยทั่วไปควรมีคนช่วยพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมงเพื่อป้องกันแผลกดทับ
เมื่อจับนั่ง ผู้ป่วยทรงตัวเองไม่ได้ ลำตัวเอนล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ต้องมีคนประคองหรือมีหมอนหนุนรอบตัว และการย้ายจากเตียงไปรถเข็นต้องใช้คนยกเกือบทั้งตัว
การกินและการขับถ่าย ผู้ป่วยกินอาหารเองไม่ได้ บางรายต้องใส่สายให้อาหารทางจมูกหรือทางหน้าท้อง ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ต้องใช้ผ้าอ้อมหรือสายสวนปัสสาวะ
การสื่อสารและการรับรู้ บางรายระดับความรู้สึกตัวลดลง ทำตามคำสั่งได้ไม่สม่ำเสมอ หรือสื่อสารได้จำกัด บางรายต้องใส่ท่อเจาะคอเพื่อช่วยหายใจและดูดเสมหะ
ภาวะทางการแพทย์ ผู้ป่วยบางรายยังมีโรคที่ไม่คงที่ เช่น ความดันแกว่ง หัวใจทำงานผิดปกติ หรือติดเชื้อ ซึ่งทำให้แพทย์ต้องจำกัดการเคลื่อนไหวในช่วงนั้น
ญาติควรรู้ไว้อีกข้อ คือการใส่สายหรือท่อต่างๆ เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยที่ใส่สายให้อาหารบางคนยังนั่งรถเข็นได้ และบางคนยังฝึกยืนได้ อาการโดยรวมต้องดูจากความสามารถในการทำกิจวัตรหลายด้านรวมกัน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภาวะติดเตียงเป็นสถานะ ณ ปัจจุบัน ผู้ป่วยติดเตียงจริงหลายรายยังพัฒนาได้เมื่อได้รับการฟื้นฟูที่เหมาะสม เป้าหมายอาจเป็นการนั่งได้นานขึ้น ตอบสนองกับคนในบ้านได้ดีขึ้น หรือลดภาวะแทรกซ้อน
ทุกความก้าวหน้ามีความหมายต่อทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล อ่านบทความเกี่ยวกับผู้ป่วยติดเตียงทั้งหมดของเราได้ที่นี่
6 ความเข้าใจผิดเรื่องภาวะติดเตียงที่พบบ่อย
1. “เดินไม่ได้ ก็คือติดเตียง”
หลายบ้านเข้าใจว่า bed ridden คือ ผู้ป่วยทุกคนที่เดินไม่ได้ ความเข้าใจผิดนี้พบบ่อยที่สุด
ผู้ป่วยที่เดินไม่ได้แต่ยังนั่งทรงตัวได้ กินข้าวเองได้ และย้ายตัวไปรถเข็นได้โดยมีคนช่วยเล็กน้อย ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าเกณฑ์ติดเตียง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ใช้ชีวิตนอกเตียงได้หลายชั่วโมงต่อวัน และควรได้ลุกออกจากเตียงทุกวัน
ถ้าญาติให้นอนอยู่บนเตียงทั้งวันเพราะคิดว่าติดเตียงแล้ว ความสามารถที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ หายไป
2. “ยังไม่ปลอดภัย ให้นอนไว้ก่อนดีกว่า”
ความกลัวล้มเป็นเรื่องเข้าใจได้ ผู้สูงอายุที่ล้มหนึ่งครั้งอาจกระดูกสะโพกหักและต้องนอนยาว ญาติหลายบ้านจึงเลือกทางที่รู้สึกปลอดภัยที่สุด คือให้นอนอยู่บนเตียง
แต่การนอนนานมีความเสี่ยงของมันเอง และเป็นความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในช่วงแรก ทางออกที่ดีกว่าคือการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย และฝึกให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวภายใต้การดูแลที่ถูกวิธี
3. “ช่วยทุกอย่างให้ คือการดูแลที่ดี”
ป้อนข้าวให้ เช็ดตัวให้ พลิกตัวให้ ทุกอย่างทำด้วยความรัก แต่ในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีภาวะที่เรียกว่า learned non-use คือสมองค่อยๆ “เลิกใช้” แขนขาข้างที่อ่อนแรง เพราะไม่ได้รับโอกาสให้ใช้งาน ทีมฟื้นฟูมีเทคนิคอย่างการฝึกเจาะจงข้างที่อ่อนแรงที่ช่วยแก้ภาวะนี้ได้
ยิ่งมีคนทำแทนนานเท่าไร การฟื้นตัวของข้างนั้นก็ยิ่งช้าลง การดูแลที่ช่วยผู้ป่วยได้จริงคือการช่วยเท่าที่จำเป็น และปล่อยให้ผู้ป่วยทำเองในส่วนที่ทำได้
4. “ผู้ป่วยไม่ยอมลุก แสดงว่าทำไม่ไหว”
บางครั้งญาติไม่ได้ห้าม แต่ผู้ป่วยปฏิเสธเอง สาเหตุอาจมาจากความเจ็บปวด ความกลัว ความรู้สึกอับอายที่ต้องให้คนช่วย หรือภาวะซึมเศร้าหลังโรคหลอดเลือดสมองซึ่งพบได้ค่อนข้างบ่อย
อาการเหล่านี้ทำให้ดูเหมือนผู้ป่วยหมดแรง ทั้งที่ร่างกายยังพอทำได้ ถ้าผู้ป่วยดูหมดกำลังใจหรือเบื่อทุกอย่างนานหลายสัปดาห์ ควรแจ้งแพทย์ด้วย
5. “หมอบอกว่าติดเตียง ก็คือติดเตียงไปตลอด”
ช่วงวิกฤตในโรงพยาบาล ผู้ป่วยอาจอยู่ในภาวะติดเตียงจริง ญาติจึงจำภาพนั้นไว้ แต่ร่างกายเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเกิดโรค ซึ่งเป็นช่วงที่สมองฟื้นตัวได้ดีที่สุด
ถ้ากลับบ้านแล้วไม่ได้ทำกายภาพต่อ ภาพ “ติดเตียง” ในวันแรกอาจกลายเป็นความจริงถาวรไปโดยไม่จำเป็น
6. “ศูนย์ฟื้นฟูรับเฉพาะคนที่ช่วยตัวเองได้แล้ว”
ครอบครัวจำนวนไม่น้อยลังเลที่จะติดต่อศูนย์ฟื้นฟู เพราะคิดว่าผู้ป่วยอาการหนักเกินไป ความจริงแล้วผู้ป่วยที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้คือกลุ่มที่ต้องการการฟื้นฟูมากที่สุด ยิ่งเริ่มเร็ว โอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งมาก
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรเลือกแบบไหน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุกับศูนย์ฟื้นฟู เลือกยังไงให้เหมาะสม
นอนนานเกินจำเป็น ร่างกายเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิด
การนอนติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้กล้ามเนื้อลีบและอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาและลำตัวที่ใช้ในการยืนและเดิน ภาวะนี้เรียกว่าภาวะถดถอยทางร่างกาย (Disuse Syndrome)
ข้อต่อค่อยๆ ติดแข็ง ข้อเท้ายึดจนวางเท้าราบกับพื้นไม่ได้ และความดันเลือดตกเมื่อเปลี่ยนท่า ทำให้เวียนหัวทุกครั้งที่ลุก
ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาก็เป็นเรื่องใหญ่ เช่น แผลกดทับ ปอดอักเสบ ลิ่มเลือดอุดตันที่ขา และการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ผู้ป่วยที่ยังมีโอกาสฟื้นตัว จึงอาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงจริงได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
สัญญาณว่าผู้ป่วยอาจยังไม่ได้ติดเตียงจริง
ลองสังเกตผู้ป่วยที่บ้านด้วยคำถามเหล่านี้
- ผู้ป่วยพลิกตัวหรือขยับตัวบนเตียงได้เองบ้างไหม
- นั่งทรงตัวได้เมื่อมีคนช่วยพยุงเล็กน้อยหรือเปล่า
- หยิบของ กินข้าว หรือเช็ดหน้าเองได้ ถ้ามีคนเตรียมของไว้ให้
- ขายังออกแรงยันได้ เวลามีคนช่วยพาลุก
- เคยทำได้มากกว่านี้ แต่ช่วงหลังทำน้อยลงเรื่อยๆ
ถ้าตอบว่า “ใช่” แม้แต่ข้อเดียว ผู้ป่วยน่าจะยังมีศักยภาพที่ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดจากนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
เตรียมข้อมูลอะไรบ้าง ก่อนปรึกษาทีมฟื้นฟู
การเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าช่วยให้ทีมประเมินเบื้องต้นได้แม่นยำขึ้น และช่วยให้ญาติได้คำแนะนำที่ตรงกับผู้ป่วยตั้งแต่การคุยครั้งแรก ข้อมูลที่ควรเตรียมมีดังนี้
- ผู้ป่วยป่วยมานานเท่าไร และสาเหตุคืออะไร เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หรือหลังผ่าตัด
- โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ และยาที่กินอยู่
- ผู้ป่วยมีท่อเจาะคอ สายให้อาหาร หรือสายสวนปัสสาวะไหม
- สิ่งที่ผู้ป่วยทำได้เองตอนนี้ แม้จะเป็นเรื่องเล็ก เช่น ยกแขนได้ กำมือได้ หรือพลิกตัวได้บางส่วน
- เคยทำกายภาพมาก่อนไหม และหยุดไปนานเท่าไร
- เป้าหมายของครอบครัว เช่น อยากให้ผู้ป่วยนั่งได้ กินข้าวเองได้ หรือเดินในบ้านได้
ถ้าเป็นไปได้ ให้ถ่ายวิดีโอสั้นๆ ตอนผู้ป่วยพยายามขยับตัว ลุกนั่ง หรือทำกิจกรรมบนเตียง วิดีโอ 20–30 วินาทีช่วยให้นักกายภาพเห็นภาพได้มากกว่าคำอธิบายหลายย่อหน้า
เอกสารจากโรงพยาบาล เช่น ใบสรุปการรักษาหรือผลตรวจล่าสุด ก็ควรเตรียมไว้ด้วย ทีมจะได้เข้าใจประวัติการรักษาครบถ้วน
“ติดเตียง” ของแต่ละบ้าน ไม่เหมือนกัน
ในช่องทาง LINE ของ PNKG คำว่า “ติดเตียง” เป็นคำที่ญาติใช้บ่อยมาก แต่พอทีมถามรายละเอียดต่อ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนกลับต่างกันมาก
ตัวอย่างด้านล่างมาจากข้อความจริงที่ครอบครัวส่งมาสอบถาม เราปรับรายละเอียดบางส่วนเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว
ครอบครัวที่ 1: เคยฝึกเดินได้ แต่ต้องหยุดกายภาพไปกลางทาง
คุณพ่อวัยหกสิบต้นๆ ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมองมา 7 ปี ช่วงแรกได้ฝึกเดินและอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนมีปัญหาภายในบ้านทำให้ต้องหยุดทำกายภาพ
ปัจจุบันแขนขาซ้ายอ่อนแรง ยกขาซ้ายได้ แต่นั่งได้ไม่นาน ข้อเท้ายึด และความดันต่ำเป็นบางครั้ง ลูกสาวเขียนมาเองว่าความดันต่ำเป็น “เพราะติดเตียง”
สิ่งที่สะดุดใจเราในข้อความนี้คือกำลังใจของคุณพ่อ ลูกสาวเล่าว่าคุณพ่อใจสู้มากและอยากกลับมาเดินให้ได้ ครอบครัวเองก็ตั้งเป้าไว้อย่างเข้าใจ คือไม่ได้หวังให้หายเป็นปกติร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอแค่คุณพ่อช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ ลูกๆ จะได้มีเวลาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง
เคสนี้ตรงกับสิ่งที่เล่ามาตั้งแต่ต้นบทความ ร่างกายของคุณพ่อเคยไปได้ไกลกว่าตอนนี้ อาการหลายอย่าง เช่น ข้อเท้ายึด นั่งได้ไม่นาน และความดันตกเวลาเปลี่ยนท่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการนอนนาน ไม่ได้มาจากโรคเพียงอย่างเดียว
ถึงจะผ่านมาหลายปี การฝึกอย่างเป็นระบบก็ยังช่วยให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรบางอย่างได้ดีขึ้น และเป้าหมาย “ช่วยตัวเองได้” แบบที่ครอบครัวนี้ตั้งไว้ เป็นเป้าหมายที่ทีมฟื้นฟูทำงานด้วยได้จริง
ครอบครัวที่ 2: ติดเตียงจริง แต่ยังฝึกต่อได้
ผู้ป่วยวัยเจ็ดสิบ ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมองมาราวปีครึ่ง มีท่อเจาะคอ สายสวนปัสสาวะ และสายให้อาหาร ขยับตัวได้เล็กน้อย และกำมือตามคำสั่งได้เป็นบางครั้ง
ผู้ป่วยรายนี้ใกล้เคียงกับภาวะติดเตียงตามเกณฑ์ทางการแพทย์ ผู้ป่วยทุกรายที่ญาติบอกว่าติดเตียงจึงไม่ได้เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนเสมอไป และเราไม่อยากให้บทความนี้ทำให้ครอบครัวไหนรู้สึกผิดกับสถานการณ์ของตัวเอง
สิ่งที่น่าชื่นชมคือครอบครัวนี้ยังให้ผู้ป่วยทำกายภาพและฝึกนั่งบนเตียงอยู่ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ เป้าหมายอาจเป็นการนั่งได้นานขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนอย่างแผลกดทับและปอดอักเสบ หรือตอบสนองกับคนในบ้านได้มากขึ้น
ครอบครัวที่ 3: เพิ่งผ่านมาแค่ 15 วัน
คุณแม่เพิ่งผ่าตัดสมองจากภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ออกจากโรงพยาบาลได้ 1 วัน รวมแล้วป่วยมา 15 วัน ยังขยับซีกซ้ายไม่ได้ กินข้าวเองไม่ได้ และยังพูดไม่ได้
ลูกถามเราว่า “เคสแบบนี้รับทำกายภาพไหม หรือรับแค่เคสที่ดูแลตัวเองได้”
ช่วงสองสัปดาห์แรกหลังเกิดโรคยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าผู้ป่วยติดเตียง สมองกำลังอยู่ในช่วงที่ฟื้นตัวได้ดีที่สุด การเริ่มฟื้นฟูตั้งแต่ตอนนี้จึงอาจเปลี่ยนเส้นทางของผู้ป่วยไปได้มาก
สามครอบครัว คำเดียวกัน แต่คนละสถานการณ์
ทั้งสามครอบครัวใช้คำว่า “ติดเตียง” เหมือนกัน แต่ระยะเวลาที่ป่วย ความสามารถที่เหลืออยู่ และเป้าหมายของการฟื้นฟูต่างกันโดยสิ้นเชิง ทีมของเราจึงไม่ตัดสินจากคำบอกเล่าเพียงคำเดียว
เวลาญาติทักมาว่าผู้ป่วยติดเตียง ทีมจะถามต่อเสมอว่าผู้ป่วยป่วยมานานเท่าไร มีท่อเจาะคอ สายสวนปัสสาวะ หรือสายให้อาหารไหม และขยับตัวไม่ได้เลย หรือพอขยับได้บ้าง
คำตอบของคำถามง่ายๆ เหล่านี้บอกอะไรเราได้มากกว่าคำว่า “ติดเตียง” หลายเท่า
ญาติควรเริ่มต้นอย่างไร

ขั้นแรกคือให้ผู้เชี่ยวชาญประเมิน การประเมินจะบอกได้ว่าผู้ป่วยทำอะไรได้ ทำอะไรได้บางส่วน และอะไรที่ยังต้องช่วยเต็มที่ ญาติจะได้ช่วยในสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และปล่อยให้ผู้ป่วยทำเองในส่วนที่ทำได้
แนวทางฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของ NICE ประเทศอังกฤษ ก็ให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อให้ได้รับการดูแลและการฟื้นฟูที่ตรงกับความต้องการ
ในชีวิตประจำวัน ลองเปลี่ยนจาก “ทำให้” เป็น “ทำด้วยกัน” เช่น ให้ผู้ป่วยถือช้อนเองแล้วญาติช่วยประคอง ให้ผู้ป่วยออกแรงช่วยตอนพลิกตัว หรือให้นั่งกินข้าวที่ขอบเตียงแทนการนอนป้อน สิ่งเล็กๆ เหล่านี้ทำให้ร่างกายได้ใช้งานทุกวัน นักกิจกรรมบำบัดจะช่วยออกแบบวิธีฝึกกิจวัตรเหล่านี้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน
การจัดบ้านก็ช่วยได้มาก ราวจับข้างเตียง เตียงที่ปรับระดับได้ หรือเก้าอี้ที่ความสูงพอดี จะลดความเสี่ยงล้มลง และทำให้ญาติกล้าให้ผู้ป่วยลองขยับมากขึ้น
อ่านแนวทางเพิ่มเติมได้ในการเตรียมตัวก่อนพาผู้ป่วยกลับบ้าน และกายภาพบำบัด VS กิจกรรมบำบัด ต่างกันอย่างไร
ผู้ดูแลก็ต้องได้รับการดูแล
หลังจากอ่านบทความนี้ ญาติบางคนอาจรู้สึกผิด เพราะคิดว่าที่ผ่านมาช่วยผู้ป่วยมากเกินไป หรือให้ผู้ป่วยนอนนานเกินไป ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติ และเราอยากบอกว่าทุกอย่างที่ทำมาเกิดจากความรักและความตั้งใจดี
การดูแลผู้ป่วยที่บ้านเป็นงานหนักทั้งกายและใจ ผู้ดูแลหลายคนต้องทำงานไปด้วย ดูแลลูกไปด้วย และแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การที่ญาติเลือกทำให้ผู้ป่วยทุกอย่าง บางครั้งก็เพราะว่าเร็วกว่าและเหนื่อยน้อยกว่าการรอให้ผู้ป่วยทำเอง
สิ่งที่ช่วยได้คือการแบ่งหน้าที่ในครอบครัว ให้ผู้ดูแลหลักได้พักอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อรู้สึกว่าเกินกำลังของตัวเอง
การพาผู้ป่วยเข้ารับการฟื้นฟูก็ช่วยผู้ดูแลด้วย ผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย เช่น พลิกตัวเองได้หรือกินข้าวเองได้ ก็ลดภาระของคนในบ้านลงได้มาก และทำให้ทุกคนในครอบครัวมีเวลาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น
สรุป ติดเตียงจริงหรือไม่ เริ่มจากการประเมิน
Bed ridden คือ ภาวะที่ผู้ป่วยต้องพึ่งผู้ดูแลเกือบทุกด้าน แต่ผู้ป่วยที่ญาติเรียกว่าติดเตียง ไม่ได้อยู่ในภาวะนี้ทุกคน บางคนยังพลิกตัวได้ นั่งได้ หรือกินข้าวเองได้ ถ้าได้รับโอกาสให้ลองทำ
สิ่งที่ครอบครัวทำได้ตอนนี้ มี 3 ข้อ คือ สังเกตว่าผู้ป่วยทำอะไรได้เองบ้าง ให้ผู้ป่วยได้ลองทำในส่วนที่ทำได้ และพาไปประเมินกับนักกายภาพบำบัด อย่ารอจนร่างกายถดถอยลงไปมากกว่านี้
ทุกก้าวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งได้นานขึ้น กินข้าวเองได้ หรือพลิกตัวเองได้ ล้วนมีความหมาย ทั้งต่อผู้ป่วย และต่อทุกคนในครอบครัว
การดูแลแบบ Kaigo-Do ที่ PNKG
ที่ PNKG Recovery & Elder Care Center เราดูแลผู้ป่วยตามแนวคิด Kaigo-Do (介護道) ซึ่งให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้ผู้ป่วยพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด
ทีมนักกายภาพบำบัดไทยและญี่ปุ่นจะประเมินความสามารถจริงของผู้ป่วยแต่ละคน วางแผนฟื้นฟูร่วมกับครอบครัว และสอนญาติให้รู้ว่าตรงไหนควรช่วย ตรงไหนควรปล่อยให้ผู้ป่วยได้ลองเอง
ศูนย์ของเราตั้งอยู่ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ จึงมีทีมแพทย์พร้อมดูแลตลอดการฟื้นฟู
คำถามที่พบบ่อย
Bed ridden คือ ภาวะติดเตียง ภาษาไทยเรียกผู้ป่วยกลุ่มนี้ว่าผู้ป่วยติดเตียง หมายถึงผู้ที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเกือบตลอดเวลาและทำกิจวัตรประจำวันเองได้น้อยมาก
ใช้คำว่า bedridden patient หรือ bedbound patient ทั้งสองคำหมายถึงผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บนเตียงเกือบตลอดเวลาและลุกออกจากเตียงเองไม่ได้
ผู้ป่วยที่นั่งทรงตัวได้และย้ายตัวไปรถเข็นได้โดยมีคนช่วยบางส่วน ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าเกณฑ์ติดเตียง ผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรได้ใช้เวลานอกเตียงทุกวันเพื่อรักษาความสามารถที่มีอยู่
โดยทั่วไปควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมง เพื่อลดแรงกดทับบริเวณก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และข้อศอก ถ้าผู้ป่วยพลิกตัวเองได้บางส่วน ให้ผู้ป่วยออกแรงช่วยทุกครั้ง จะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อไปพร้อมกัน
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระยะเวลาที่นอน และความสามารถที่เหลืออยู่ ผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินและเริ่มฟื้นฟูเร็ว โดยเฉพาะในช่วงหลายเดือนแรกหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง มีโอกาสกลับมาลุกนั่งหรือเดินได้มากกว่าผู้ที่นอนต่อเนื่องเป็นเวลานาน
วิธีที่แม่นยำที่สุดคือให้นักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูประเมินด้วยแบบประเมินมาตรฐาน เพราะผู้ป่วยบางรายดูเหมือนทำอะไรไม่ได้ แต่จริงๆ แค่ยังไม่เคยได้รับโอกาสให้ลองทำ
ถ้าไม่แน่ใจว่าคนที่คุณดูแลติดเตียงจริงหรือไม่ ปรึกษาทีมของเราได้ที่
📞 080-910-2124
💬 LINE @PNKG
🕘 จันทร์–เสาร์ 09:00–17:00 น.
เอกสารอ้างอิง
- Mahoney FI, Barthel DW. Functional evaluation: the Barthel Index. Maryland State Medical Journal. 1965;14:61–65.
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ข้อมูลผู้สูงอายุจำแนกตามความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน (ADL) กลุ่มติดสังคม ติดบ้าน ติดเตียง. ศูนย์ข้อมูลเปิดภาครัฐ. https://gdcc.data.go.th/en/dataset/dataset_30_441
- National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Stroke rehabilitation in adults (NG236). 2023. https://www.nice.org.uk/guidance/ng236
- Ballester BR, Nirme J, Duarte E, et al. The visual amplification of goal-oriented movements counteracts acquired non-use in hemiparetic stroke patients. Journal of NeuroEngineering and Rehabilitation. 2015;12:50. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4460841
- Jørgensen HS, Nakayama H, Raaschou HO, et al. Outcome and time course of recovery in stroke. Part II: Time course of recovery. The Copenhagen Stroke Study. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation. 1995;76(5):406–412.
- Hackett ML, Pickles K. Part I: frequency of depression after stroke: an updated systematic review and meta-analysis of observational studies. International Journal of Stroke…International Journal of Stroke. 2014;9(8):1017–1025.


