บทความสุขภาพ · โรคหลอดเลือดสมอง
การฝึกกลืนผู้ป่วยสโตรก
เริ่มต้นด้วยการ “มองให้เห็น” ผ่าน VFSS
การไม่ไอไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป แล้วจะฝึกอย่างไรให้กลับมากลืนอาหารได้ด้วยตัวเอง?
เรียบเรียงโดยทีม PNKG Recovery Center · ตรวจทานโดย Shunsuke Gotoh, Manager · อัปเดต ตุลาคม 2569
“คุณพ่อดื่มน้ำได้แล้วนะ ไม่ไอเลยสักแอะ” เป็นประโยคที่ญาติหลายครอบครัวบอกเราด้วยความโล่งใจ ทว่าเมื่อตรวจการกลืนอย่างละเอียด บางครั้งเรากลับพบว่าน้ำไหลเล็ดเข้าหลอดลมไปตลอด เพียงแต่ร่างกายผู้ป่วยไม่มีอาการไอออกมาเท่านั้น
การฝึกกลืนผู้ป่วยสโตรกจึงไม่ได้เริ่มจากการทดลองให้กินแล้วสังเกตอาการไอ แต่ต้องเริ่มจากการ “มองให้เห็น” สิ่งที่เกิดขึ้นภายในลำคอ ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่แม่นยำที่สุดคือ VFSS บทความนี้จะไขข้อสงสัยตั้งแต่สาเหตุที่ผู้ป่วยสโตรกกลืนลำบาก VFSS คืออะไรและอ่านผลอย่างไร ไปจนถึงแนวทางการฝึกกลืนและการดูแลที่ญาติสามารถทำได้ในทุกมื้ออาหาร
สรุปใจความสำคัญ
- ผู้ป่วยสโตรกกว่าครึ่งมีภาวะกลืนลำบาก ยิ่งตรวจละเอียดยิ่งพบมาก และผู้ที่สำลักจริงมีความเสี่ยงปอดอักเสบสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า
- อาการไม่ไอ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะอาจเกิดภาวะ “สำลักเงียบ” ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
- VFSS คือการตรวจการกลืนด้วยเอกซเรย์แบบวิดีโอ เพื่อประเมินระดับความข้นของอาหารที่กลืนได้อย่างปลอดภัยและท่าทางที่เหมาะสม
- การฝึกกลืนผู้ป่วยสโตรกประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ฝึกกล้ามเนื้อ ฝึกเทคนิคการกลืน และปรับความข้นของอาหารตามผลการประเมิน
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก แต่ 11–50% อาจยังคงมีปัญหาเมื่อผ่านไป 6 เดือน จึงจำเป็นต้องประเมินซ้ำอย่างต่อเนื่อง
ทำความเข้าใจปัญหา
ทำไมผู้ป่วยสโตรกถึงกลืนลำบาก?
การกลืนอาหารหนึ่งคำต้องอาศัยการทำงานประสานกันของกล้ามเนื้อหลายสิบมัดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที โดยมีสมองเป็นศูนย์ควบคุม เมื่อเกิดสโตรก สมองส่วนที่สั่งการกลืนได้รับความเสียหาย จังหวะการกลืนจึงคลาดเคลื่อน เช่น ลิ้นดันอาหารไม่ไหว หรือกล่องเสียงปิดทางเดินหายใจช้าเกินไป ทำให้อาหารหลุดเข้าหลอดลม
ข้อมูลวิจัยระบุว่า ตัวเลขผู้ป่วยสโตรกที่มีภาวะกลืนลำบากขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจ หากตรวจคัดกรองเบื้องต้นจะพบราว 37–45% ตรวจทางคลินิกพบ 51–55% แต่หากตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะทางอย่าง VFSS จะพบสูงถึง 64–78% ยิ่งตรวจละเอียด ยิ่งพบปัญหาที่ซ่อนอยู่
| ระยะการกลืน | การทำงานปกติ | ปัญหาที่พบบ่อยหลังสโตรก |
|---|---|---|
| ระยะช่องปาก | เคี้ยว ผสมน้ำลาย ปั้นอาหารเป็นก้อน แล้วใช้ลิ้นดันไปด้านหลัง | อาหารค้างกระพุ้งแก้มด้านที่อ่อนแรง น้ำลายไหลมุมปาก ลิ้นดันอาหารไม่ไหว |
| ระยะคอหอย | กล่องเสียงยกขึ้น ฝาปิดกล่องเสียงพับลง ปิดทางเดินหายใจชั่วคราว | เริ่มกลืนช้า อาหารเล็ดเข้าหลอดลม อาหารค้างในคอหลังกลืน |
| ระยะหลอดอาหาร | หูรูดหลอดอาหารส่วนบนเปิด อาหารเคลื่อนลงสู่กระเพาะ | หูรูดเปิดไม่เต็มที่ อาหารค้างและไหลย้อนกลับ |
อันตรายที่ไม่มีเสียงเตือน
สำลักเงียบ: ทำไมไม่ไอ จึงยังไม่แปลว่าปลอดภัย?
ปกติแล้วร่างกายจะไอเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม แต่หลังสโตรก ความรู้สึกในลำคออาจลดลง ทำให้เกิด “สำลักเงียบ” (Silent Aspiration) ญาติจึงมักเข้าใจผิดว่าผู้ป่วยกลืนได้ปกติ ทั้งที่น้ำและอาหารไหลลงปอดทีละน้อยในทุกมื้อ
ผู้ป่วยสโตรกที่มีภาวะกลืนลำบากมีความเสี่ยงปอดอักเสบสูงกว่าปกติราว 3 เท่า และหากยืนยันได้ว่ามีการสำลักเข้าหลอดลมจริง ความเสี่ยงจะพุ่งสูงถึงราว 11 เท่า ปอดอักเสบจากการสำลักจึงเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับเข้าโรงพยาบาล อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สำลักอาหารบ่อยเกิดจากอะไร
สัญญาณเตือนสำลักเงียบ
- เสียงเปลี่ยนหลังกลืน เสียงแหบ หรือเสียงเปียกเหมือนมีน้ำในลำคอ
- มีไข้ต่ำ ๆ เรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปอดอักเสบซ้ำ หรือหายใจเร็ว เหนื่อยง่ายหลังมื้ออาหาร
- กินได้น้อยลง น้ำหนักลด หรือใช้เวลากินแต่ละมื้อนานผิดปกติ
- ต้องกลืนหลายครั้งต่อหนึ่งคำ หรือมีอาหารตกค้างในปากหลังกลืน
เครื่องมือการตรวจ
VFSS คืออะไร?
VFSS (Videofluoroscopic Swallow Study) คือการตรวจการกลืนด้วยเอกซเรย์ที่บันทึกเป็นวิดีโอ เพื่อดูว่าอาหารและน้ำที่ผสมสารทึบรังสีแบเรียมเคลื่อนตัวจากปาก ผ่านคอหอย ลงสู่หลอดอาหารอย่างไร และมีการสำลักเข้าหลอดลมหรือไม่ เป็นการตรวจที่ไม่ต้องดมยา และทำได้ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี

ขั้นตอนการตรวจ VFSS
- ผู้ป่วยนั่งหรือยืนหน้าเครื่องเอกซเรย์ หากทรงตัวเองไม่ได้ จะใช้เก้าอี้ที่ช่วยพยุงตัว
- รับประทานอาหารผสมแบเรียมทีละระดับ ตั้งแต่ความข้นต่ำไปจนถึงความข้นสูงและอาหารที่ต้องเคี้ยว
- ทดสอบท่าทางการกลืนต่าง ๆ เช่น ก้มคาง หันหน้า หรือกลืนสองครั้ง เพื่อหาท่าที่ช่วยให้กลืนได้ปลอดภัยขึ้น
- ทีมแพทย์และนักบำบัดวิเคราะห์วิดีโอซ้ำอย่างละเอียด แล้วสรุปเป็นผลประเมินและแผนการรักษา
การตรวจมักดำเนินการโดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือรังสีแพทย์ ร่วมกับนักบำบัดที่ดูแลด้านการกลืน ผู้ป่วยได้รับรังสีในปริมาณต่ำ ความเสี่ยงหลักคืออาจสำลักอาหารที่ใช้ทดสอบเข้าไปเล็กน้อย ซึ่งผู้ตรวจจะเฝ้าระวังตลอดและหยุดทันทีเมื่อพบการสำลัก
เปรียบเทียบ VFSS และ FEES
| หัวข้อ | VFSS | FEES |
|---|---|---|
| วิธีตรวจ | เอกซเรย์แบบวิดีโอ รับประทานอาหารผสมแบเรียม | ส่องกล้องขนาดเล็กผ่านจมูก รับประทานอาหารจริง |
| สิ่งที่เห็น | ครบทุกระยะตั้งแต่ปากถึงหลอดอาหาร รวมถึงจังหวะขณะกลืน | เนื้อเยื่อจริง อาหารและน้ำลายที่ตกค้าง แต่ไม่เห็นจังหวะขณะกลืนพอดี |
| รังสี | มี (ปริมาณต่ำ) | ไม่มี |
| สถานที่ | ห้องเอกซเรย์ของโรงพยาบาล | ทำข้างเตียงได้ |
| เหมาะกับ | ผู้ที่ต้องการประเมินภาพรวมทุกระยะ และนั่งทรงตัวได้ | ผู้ที่เคลื่อนย้ายลำบาก หรือต้องตรวจซ้ำบ่อย |
แนวทางของ European Stroke Organisation แนะนำให้ประเมินการกลืนด้วยเครื่องมืออย่าง VFSS หรือ FEES ในผู้ป่วยที่ไม่ผ่านการคัดกรอง หรือมีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน เช่น ใบหน้าอ่อนแรงมาก พูดไม่ชัดอย่างรุนแรง มีปัญหาด้านภาษาอย่างรุนแรง หรือสโตรกรุนแรง
การแปลผลตรวจ
การอ่านผล VFSS: อาหารเล็ดเข้าทางเดินหายใจลึกแค่ไหน?
ใบรายงาน VFSS มักระบุคะแนน PAS (Penetration-Aspiration Scale) ซึ่งมี 8 ระดับ บอกว่าอาหารเล็ดเข้าทางเดินหายใจลึกแค่ไหน และร่างกายพยายามขับออกหรือไม่ ญาติไม่จำเป็นต้องจำทุกระดับ แต่การเข้าใจภาพรวมจะช่วยให้พูดคุยกับทีมได้ง่ายขึ้น
| คะแนน PAS | ความหมาย | สรุปง่าย ๆ |
|---|---|---|
| 1 | อาหารไม่เข้าทางเดินหายใจ | ปลอดภัย |
| 2–5 | อาหารเข้าสู่กล่องเสียง แต่ยังไม่ลงต่ำกว่าสายเสียง | เริ่มสำลัก ร่างกายอาจขับออกได้ |
| 6–7 | อาหารลงต่ำกว่าสายเสียง ผู้ป่วยไอหรือพยายามขับออก | สำลักจริง |
| 8 | อาหารลงต่ำกว่าสายเสียง โดยไม่มีความพยายามขับออก | สำลักเงียบ (อันตรายที่สุด) |
นอกจากคะแนน PAS แล้ว รายงานที่ดียังระบุว่าอาหารข้นระดับใดปลอดภัย อาหารตกค้างที่ตำแหน่งใด และท่าทางใดช่วยได้ ข้อมูลเหล่านี้คือ “แผนที่” ที่นักบำบัดใช้วางโปรแกรมการฝึกกลืน
การปรับอาหาร
การปรับความข้นอาหารตามมาตรฐาน IDDSI
หลังการตรวจ ทีมมักแนะนำระดับอาหารตามมาตรฐาน IDDSI (International Dysphagia Diet Standardisation Initiative) ซึ่งแบ่งความข้นของน้ำและเนื้ออาหารเป็นระดับ 0–7 เพื่อให้โรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟู ครอบครัว และผู้ดูแลเข้าใจตรงกัน
| ระดับ IDDSI | ชื่อ | ตัวอย่างใกล้ตัว |
|---|---|---|
| 0 | น้ำใส (Thin) | น้ำเปล่า ชา น้ำผลไม้ใส |
| 1–2 | ข้นเล็กน้อย ถึงข้นน้อย (Slightly / Mildly Thick) | เครื่องดื่มผสมสารเพิ่มความข้นเล็กน้อย ไหลช้ากว่าน้ำ |
| 3 | ข้นปานกลาง หรืออาหารเหลวข้น (Moderately Thick / Liquidised) | โจ๊กปั่นละเอียด ซุปข้นที่ยังเทได้ |
| 4 | ข้นมาก หรืออาหารบดละเอียด (Extremely Thick / Pureed) | ฟักทองบดเนียน ข้าวต้มปั่นข้น ตักแล้วคงรูปบนช้อน |
| 5 | อาหารสับละเอียดชุ่มน้ำ (Minced & Moist) | เนื้อสับชิ้นเล็กมากคลุกน้ำแกง เคี้ยวเพียงเล็กน้อย |
| 6 | อาหารนิ่มชิ้นพอดีคำ (Soft & Bite-Sized) | ปลานึ่งนิ่ม ผักต้มเปื่อยหั่นชิ้นเล็ก |
| 7 | อาหารปกติ (Regular) | อาหารทั่วไป |

ไม่ควรปรับความข้นเอง เพราะนอกจากเสี่ยงสำลักแล้ว ยังอาจส่งผลต่อการได้รับน้ำและพลังงานของผู้ป่วย น้ำที่ข้นขึ้นมักทำให้ผู้ป่วยดื่มน้อยลงจนเสี่ยงขาดน้ำ ดูรายละเอียดเรื่องอาหารฝึกกลืนเพิ่มเติมได้ที่หน้าบริการของเรา
หัวใจของการฟื้นฟู
แนวทางฝึกกลืนผู้ป่วยสโตรก: 6 วิธีหลัก
การฝึกกลืนผู้ป่วยสโตรกไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับทุกคน แนวทางของ European Stroke Organisation แนะนำให้เลือกวิธีฝึกตามปัญหาที่ตรวจพบในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งผล VFSS คือข้อมูลสำคัญที่บอกว่าควรฝึกที่จุดใด
| วิธีฝึก | วิธีทำ | ประโยชน์ |
|---|---|---|
| 1. กดคางต้านแรง (Chin Tuck Against Resistance) | นั่งตัวตรง หนีบลูกบอลยางไว้ใต้คาง แล้วกดคางลงค้างไว้ | ช่วยยกกล่องเสียงและเปิดหูรูดหลอดอาหาร |
| 2. ยกศีรษะ (Shaker Exercise) | นอนหงาย ยกศีรษะขึ้นมองปลายเท้าโดยไม่ยกไหล่ | ฝึกกล้ามเนื้อคอ เป้าหมายเดียวกับข้อแรก แต่ใช้แรงมากกว่า |
| 3. กลืนแรง (Effortful Swallow) | กลืนโดยออกแรงบีบลิ้นและลำคอให้มากที่สุด | เพิ่มแรงโคนลิ้น ลดอาหารค้างในคอ |
| 4. ค้างกล่องเสียง (Mendelsohn Maneuver) | กลืนแล้วค้างกล่องเสียงไว้ที่จุดสูงสุด 2–3 วินาที | ยืดเวลาที่หูรูดหลอดอาหารเปิด ต้องฝึกกับนักบำบัดก่อน |
| 5. กลืนขณะจับลิ้น (Masako Maneuver) | กัดปลายลิ้นไว้เบา ๆ ระหว่างฟัน แล้วกลืนน้ำลาย | ฝึกผนังคอหอยให้บีบตัวดีขึ้น ใช้เฉพาะตอนฝึก ห้ามใช้ขณะรับประทานอาหาร |
| 6. กลั้นหายใจแล้วกลืน (Supraglottic Swallow) | หายใจเข้า กลั้นไว้ กลืน แล้วไอเบา ๆ ทันที | ปิดทางเดินหายใจก่อนกลืน ป้องกันอาหารเข้าหลอดลม |
งานวิเคราะห์รวมงานวิจัยในปี 2023 พบว่าการฝึกกดคางต้านแรงช่วยให้ผู้ป่วยหลังสโตรกกลืนได้ปลอดภัยขึ้นเมื่อเทียบกับการไม่ฝึก และให้ผลดีกว่าท่ายกศีรษะในบางตัวชี้วัด นอกจากการฝึกกล้ามเนื้อแล้ว ทีมยังสอน ท่าชดเชย ที่ใช้ขณะรับประทานอาหารจริง เช่น ก้มคางเล็กน้อยขณะกลืน หรือหันหน้าไปทางด้านที่อ่อนแรง ซึ่งจะได้ผลกับผู้ป่วยรายใด ก็พิจารณาได้จากผล VFSS เช่นกัน

ข้อควรระวังก่อนเริ่มฝึก
ท่าฝึกบางท่าไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ท่ากลั้นหายใจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคหัวใจบางชนิด และการฝึกกับอาหารจริงก่อนได้รับการประเมินเสี่ยงต่อการสำลักและปอดอักเสบ ควรให้นักบำบัดประเมินและสอนท่าที่เหมาะกับปัญหาของผู้ป่วยก่อนเสมอ
จากผลตรวจสู่โต๊ะอาหาร
ขั้นตอนการฝึกกลืนที่ PNKG
PNKG ไม่ได้ทำการตรวจ VFSS ภายในศูนย์ ผู้ป่วยจะเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลที่มีเครื่องเอกซเรย์ฟลูออโรสโคปี จากนั้นทีมของเราจะนำผลตรวจมาวางโปรแกรมการฝึกกลืนต่อ โดยมีนักกิจกรรมบำบัดเป็นผู้ดูแลการฝึกกลืนหลัก ร่วมกับแพทย์และทีมสหวิชาชีพ
- รับผลตรวจและประเมินซ้ำข้างเตียง ศึกษาผล VFSS หรือ FEES และประวัติจากโรงพยาบาล พร้อมประเมินการกลืนตามสภาพผู้ป่วย ณ วันที่เข้ารับบริการ
- ตั้งเป้าหมายร่วมกับครอบครัว เช่น เลิกใช้สายให้อาหาร กลับมาดื่มน้ำได้เอง หรือขยับไปรับประทานอาหารนิ่มชิ้นพอดีคำ
- ฝึกทั้งทางอ้อมและทางตรง เริ่มจากฝึกกล้ามเนื้อและท่าชดเชย แล้วจึงฝึกกับอาหารจริงในระดับความข้นที่ผลตรวจระบุว่าปลอดภัย
- ดูแลความสะอาดช่องปากทุกวัน เพื่อลดเชื้อโรคที่อาจหลุดลงปอดเมื่อเกิดการสำลัก
- ติดตามและปรับระดับอาหาร เมื่อผู้ป่วยพร้อม ทีมจะพิจารณาร่วมกับแพทย์ว่าควรตรวจซ้ำก่อนหรือไม่
ดูรายละเอียดบริการได้ที่ ฝึกกลืน ฟื้นฟูภาวะกลืนลำบาก
คำถามที่ญาติถามบ่อยที่สุด
ใส่สายให้อาหารอยู่ จะกลับมากินทางปากได้ไหม?
ผู้ป่วยจำนวนมากมีความสามารถในการกลืนดีขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกหลังสโตรก งานวิจัยที่ติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องพบว่าปัญหาการกลืนส่วนใหญ่ดีขึ้นภายใน 6 เดือน ทว่าไม่ใช่ทุกราย แนวทางของ European Stroke Organisation ระบุว่าราว 11–50% ยังคงกลืนลำบากเมื่อผ่านไป 6 เดือน
สิ่งสำคัญคือการประเมินซ้ำเป็นระยะ ไม่ใช่ประเมินครั้งเดียวแล้วใช้ผลนั้นตลอดไป เพราะความสามารถในการกลืนเปลี่ยนแปลงได้เร็วในช่วงแรก ผู้ป่วยบางรายที่เคยรับประทานได้เพียงอาหารบด อาจขยับระดับได้เร็วกว่าที่คาด หากได้รับการฝึกต่อเนื่องและมีผลตรวจยืนยัน อ่านภาพรวมการฟื้นตัวหลังสโตรกได้ที่ สโตรก คืออะไร? ฉบับสมบูรณ์
สิ่งที่ทำได้ทุกมื้อ
คำแนะนำสำหรับญาติในทุกมื้ออาหาร

- จัดท่านั่งตัวตรง 90 องศา ทั้งระหว่างกินและหลังกินอย่างน้อย 30 นาที
- ใช้ช้อนเล็ก คำเล็ก ไม่เร่งรีบ รอให้กลืนหมดก่อนป้อนคำถัดไป
- ลดสิ่งรบกวน เช่น ปิดทีวี งดชวนคุยระหว่างกิน เพื่อให้ผู้ป่วยมีสมาธิกับการกลืน
- ใช้ความข้นตามที่ทีมแนะนำเท่านั้น ไม่ปรับเองแม้ผู้ป่วยจะร้องขอ
- หลีกเลี่ยงการเงยหน้าดื่มน้ำ เพราะทำให้น้ำไหลลงหลอดลมได้ง่ายขึ้น
- ทำความสะอาดช่องปากทุกวัน แม้ผู้ป่วยจะยังใช้สายให้อาหาร
- จดบันทึกความผิดปกติ เช่น ไอระหว่างมื้อ เสียงเปียก หรือกินได้น้อยลง และปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญเสมอ
รวมคำถาม
คำถามที่พบบ่อย
VFSS คืออะไร
VFSS (Videofluoroscopic Swallow Study) คือการตรวจการกลืนด้วยเอกซเรย์ที่บันทึกเป็นวิดีโอ ผู้ป่วยจะรับประทานอาหารและน้ำที่ผสมสารทึบรังสีแบเรียมหลายระดับความข้น เพื่อดูว่าอาหารเคลื่อนตัวจากปาก ผ่านคอหอย ลงสู่หลอดอาหารอย่างไร และมีการสำลักเข้าหลอดลมหรือไม่ ผลตรวจใช้กำหนดความข้นของอาหารที่ปลอดภัยและวางแผนการฝึกกลืน
ตรวจ VFSS เจ็บไหม อันตรายไหม
การตรวจ VFSS ไม่เจ็บ ไม่ต้องดมยา เป็นเพียงการนั่งรับประทานอาหารหน้าเครื่องเอกซเรย์ ผู้ป่วยได้รับรังสีในปริมาณต่ำ และระหว่างตรวจอาจสำลักอาหารที่ใช้ทดสอบเข้าไปเล็กน้อย ซึ่งทีมผู้ตรวจจะเฝ้าระวังตลอดและหยุดทันทีเมื่อพบการสำลัก ควรแจ้งแพทย์ล่วงหน้าหากตั้งครรภ์หรือแพ้สารทึบรังสี
VFSS กับ FEES ต่างกันอย่างไร
VFSS ใช้เอกซเรย์ จึงเห็นการกลืนครบทุกระยะตั้งแต่ปากจนถึงหลอดอาหาร รวมถึงจังหวะขณะกลืน แต่ต้องตรวจในห้องเอกซเรย์และได้รับรังสีเล็กน้อย ส่วน FEES ใช้กล้องขนาดเล็กส่องผ่านจมูก ไม่มีรังสี ทำข้างเตียงได้ และเห็นเนื้อเยื่อจริง แต่ไม่เห็นจังหวะขณะกลืนพอดี
ดื่มน้ำแล้วไม่ไอ แปลว่ากลืนได้ปลอดภัยแล้วใช่ไหม
ไม่เสมอไป ผู้ป่วยสโตรกบางรายมีภาวะสำลักเงียบ คืออาหารหรือน้ำไหลเข้าหลอดลมโดยไม่มีอาการไอ ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องอาศัยการตรวจอย่าง VFSS หรือ FEES จึงจะยืนยันได้
ผู้ป่วยสโตรกต้องฝึกกลืนนานแค่ไหน
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตำแหน่งของสมองที่เสียหาย ผู้ป่วยจำนวนมากมีอาการดีขึ้นในช่วงสัปดาห์แรก แต่แนวทางของ European Stroke Organisation ระบุว่าราว 11–50% ยังคงมีปัญหาการกลืนเมื่อผ่านไป 6 เดือน จึงควรประเมินซ้ำเป็นระยะและฝึกต่อเนื่องตามแผนของนักบำบัด
ฝึกกลืนเองที่บ้านได้ไหม
ท่าบริหารกล้ามเนื้อบางท่าสามารถฝึกต่อที่บ้านได้ แต่ควรเริ่มหลังจากนักบำบัดประเมินและสอนท่าที่เหมาะกับปัญหาของผู้ป่วยแล้วเท่านั้น ส่วนการฝึกกลืนกับอาหารจริงหรือการปรับความข้นของอาหาร ไม่ควรทำเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ เพราะเสี่ยงต่อการสำลักและปอดอักเสบ
แหล่งอ้างอิง
บทความนี้ตรวจทานโดย Shunsuke Gotoh, Manager, PNKG Recovery Center · อัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2569
- Martino R, et al. Dysphagia after stroke: incidence, diagnosis, and pulmonary complications. Stroke, 2005.
- Dziewas R, et al. European Stroke Organisation and European Society for Swallowing Disorders guideline for the diagnosis and treatment of post-stroke dysphagia. European Stroke Journal, 2021.
- Smithard DG, et al. The natural history of dysphagia following a stroke. Dysphagia, 1997.
- Rosenbek JC, et al. A penetration-aspiration scale. Dysphagia, 1996.
- Liu J, et al. Effects of chin tuck against resistance exercise on post-stroke dysphagia rehabilitation: a systematic review and meta-analysis. Frontiers in Neurology, 2023.
- International Dysphagia Diet Standardisation Initiative (IDDSI). The IDDSI Framework.
- Cleveland Clinic. Videofluoroscopic Swallowing Study (VFSS).
ข้อมูลในบทความนี้ใช้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยและคำแนะนำของแพทย์ได้
อยากให้คนที่คุณรักกลับมารับประทานอาหารได้อย่างปลอดภัย
PNKG Recovery and Elder Care ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองแบบเข้มข้น ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ทีมของเราพร้อมศึกษาผลตรวจการกลืนและวางแผนการฝึกกลืนร่วมกับครอบครัว
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญฟรี 080-910-2124