Gait analysis หรือการวิเคราะห์การเดินที่ PNKG ดูละเอียดตั้งแต่ท่ายืน วิธีลงน้ำหนัก ไปจนถึงคุณภาพของการเคลื่อนไหวระหว่างเดิน เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเดินลำบาก ด้านล่างคือสิ่งที่นักกายภาพของเราดู และเหตุผลที่ต้องดู
Gait Analysis “อ่าน” ท่าเดิน ให้ลึกถึงสาเหตุ
การวิเคราะห์การเดินคือการหาคำตอบว่าทำไมผู้ป่วยจึงเดินแบบนั้น คำว่า “เดินช้า” หรือ “เดินเซ” เป็นแค่สิ่งที่เห็นจากภายนอก สองคนที่เดินลำบากเหมือนกันอาจมีสาเหตุคนละอย่าง เราจึงไล่ดูว่าความยากอยู่ตรงส่วนไหน ระหว่าง “การรับน้ำหนัก” “การถ่ายน้ำหนัก” และ “การเชื่อมต่อการเคลื่อนไหว”
สามเรื่องนี้ส่งผลต่อการฝึกเดินอย่างไร และผู้ป่วยแต่ละแบบควรเริ่มฝึกจากตรงไหน อ่านต่อได้ที่ ฝึกเดินหลังสโตรกแต่ไม่ดีขึ้น? เช็ก 3 จุดสำคัญ
ที่ PNKG เราตรวจท่ายืน จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย และคุณภาพของการเคลื่อนไหวไปตามลำดับ แล้วนำผลที่ได้มาเลือกวิธีฟื้นฟูที่เหมาะกับผู้ป่วยคนนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำกายภาพบำบัดผู้ป่วยสโตรก
สิ่งที่ PNKG ดูในการทำ Gait Analysis
| สิ่งที่ดู | ดูอะไร | ทำไมจึงสำคัญ |
|---|---|---|
| ท่าทาง | ดูท่านั่ง ท่ายืน และท่านอน จาก 3 ทิศทาง คือด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน ตรวจความสมมาตรซ้าย-ขวา และส่วนที่เบี่ยงออกจากแนวจุดศูนย์ถ่วง | ท่าทางคือฐานของการเคลื่อนไหว ถ้าดูท่าทางไม่ละเอียด ก็จะดูการเคลื่อนไหวได้ไม่แม่นยำ |
| จุดศูนย์ถ่วงและฐานรองรับ | ดูว่าจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายอยู่ในฐานรองรับที่เท้าสร้างขึ้นได้ดีหรือไม่ | ถ้าจุดศูนย์ถ่วงหลุดออกจากฐานรองรับ จะเสียการทรงตัวได้ง่าย |
| คุณภาพการเคลื่อนไหว | ตอนฝึก เช่น การก้าวขา เราไม่ได้ดูแค่ว่าทำได้ตามเป้าหรือเปล่า ยังดูท่าทาง วิธีลงน้ำหนัก และการใช้เข่าด้วย | ถึงจะเคลื่อนไหวได้ แต่ถ้าใช้การชดเชยที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาตามมาทีหลัง |
| ตัวเลข | บันทึกเวลาและจำนวนก้าวในการทดสอบเดิน 10 เมตร | ยืนยันความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเลข ไม่ต้องอาศัยความรู้สึกอย่างเดียว และทั้งทีมใช้มาตรวัดเดียวกันได้ |
“จุดศูนย์ถ่วง” คือจุดที่น้ำหนักของร่างกายรวมอยู่ ฐานรองรับยิ่งกว้างและจุดศูนย์ถ่วงยิ่งต่ำ ร่างกายก็ยิ่งมั่นคง ไม้เท้าหรือวอล์คเกอร์ช่วยให้มั่นคงขึ้นได้ก็เพราะช่วยขยายฐานรองรับนั่นเอง
กลไกการเดิน “ลูกตุ้ม” และ “การกลิ้ง (Rocker)”
การเดินคือการทำซ้ำของสองช่วง คือช่วงที่เท้าแตะพื้น (ระยะยืน: Stance Phase) กับช่วงที่เท้าลอยพ้นพื้น (ระยะก้าวขา: Swing Phase) แต่ละช่วงใช้กลไกต่างกัน เวลาวิเคราะห์ เราจึงต้องดูแยกทีละช่วง
เราแบ่งการเดินออกเป็น 8 ระยะเพื่อวิเคราะห์

ระยะยืนกินเวลาประมาณ 60% ของรอบการเดิน และระยะก้าวขาประมาณ 40% PNKG ดูว่าการเคลื่อนไหวผิดปกติในระยะไหน แล้วจึงหาสาเหตุ
| ระยะ | ช่วงของรอบการเดิน | จุดที่ดู |
|---|---|---|
| 1. เท้าแตะพื้น (Initial Contact) | 0% | ส้นเท้าแตะพื้น พร้อมรับแรงกระแทกหรือไม่ |
| 2. รับน้ำหนัก (Loading Response) | ~10% | เข่างอเล็กน้อยเพื่อลดแรงกระแทกได้หรือไม่ |
| 3. กลางระยะยืน (Mid Stance) | 10–30% | ยืนขาเดียว ลำตัวยกสูงขึ้น จุดศูนย์ถ่วงยกสูงพอหรือไม่ |
| 4. ท้ายระยะยืน (Terminal Stance) | 30–50% | ส้นเท้ายก ลำตัวเคลื่อนไปข้างหน้า ข้อสะโพกเหยียดได้พอหรือไม่ |
| 5. ก่อนก้าวขา (Pre-swing) | 50–60% | เตรียมยกปลายเท้าพ้นพื้น ถ่ายน้ำหนักไปขาอีกข้างได้หรือไม่ |
| 6. เริ่มก้าวขา (Initial Swing) | 60–73% | เท้าลอยพ้นพื้น งอเข่าและส่งเท้าไปข้างหน้าได้หรือไม่ |
| 7. กลางระยะก้าวขา (Mid Swing) | 73–87% | เท้าเคลื่อนผ่านใต้ลำตัว ปลายเท้าไม่สะดุดพื้นหรือไม่ |
| 8. ท้ายระยะก้าวขา (Terminal Swing) | 87–100% | เตรียมแตะพื้นครั้งต่อไป เข่าเหยียดและเท้าอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือไม่ |
เป็นค่าโดยประมาณ ท่าเดินจริงของแต่ละคนแตกต่างกัน
ระยะยืนกับระยะก้าวขาทำงานต่างกันอย่างไร
| ระยะ | สัดส่วนโดยประมาณ | กลไก | จุดสำคัญ |
|---|---|---|---|
| ระยะยืน | ประมาณ 60% | ลูกตุ้มกลับหัว | ถ้าจุดศูนย์ถ่วงยกสูงขึ้นได้ดีในช่วงกลาง ร่างกายจะเคลื่อนไปข้างหน้าได้โดยไม่ต้องออกแรงมาก |
| ระยะก้าวขา | ประมาณ 40% | ลูกตุ้มคู่ | ถ้าข้อสะโพกเหยียดได้ดีในช่วงท้ายของระยะยืน จะเกิดแรงส่งให้เริ่มก้าวขา และเข่าจะงอได้เองตามแรงเฉื่อย |
อีกเรื่องที่ต้องดูคือการสัมผัสพื้น ฝ่าเท้าจะส่งต่อน้ำหนักราวกับกำลังกลิ้ง จากส้นเท้า ข้อเท้า ฝ่าเท้าส่วนหน้า ไปจนถึงปลายเท้า การเคลื่อนไหวแบบกลิ้งนี้เรียกว่า “Rocker” เราจะตรวจดูว่าการกลิ้งติดขัดตรงจุดไหน
หลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยหลายคนยกจุดศูนย์ถ่วงขึ้นไม่ได้ในช่วงกลางระยะยืนของขาข้างที่อ่อนแรง กล้ามเนื้อเหยียดสะโพกจึงต้องทำงานตลอดระยะยืน และเปลี่ยนไปเป็นการก้าวขาได้ช้าลง ผลที่ตามมาคือ “การเดินแบบเหวี่ยงขาออกด้านข้าง (Circumduction)” หรือการยกสะโพกขึ้นเพื่อก้าวขา
หาสาเหตุจาก “ลักษณะการเดินที่เห็น”
การเดินแบบเหวี่ยงขาออกด้านข้าง คำว่า “ขาเกร็ง” คำเดียวอธิบายได้ไม่หมด เราจะตรวจลงไปถึงความสูงของจุดศูนย์ถ่วงในระยะยืน และการเหยียดของข้อสะโพกด้วย
ปลายเท้าสะดุดพื้น เกี่ยวกับกำลังกล้ามเนื้อกระดกข้อเท้าที่ไม่พอ ความตึงรอบข้อเท้า หรือความเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการนี้ทำให้สะดุดและหกล้มได้ จึงต้องตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ
เข่าแอ่นไปด้านหลัง เกี่ยวกับกำลังกล้ามเนื้อต้นขาที่ไม่พอ การรับความรู้สึกที่ลดลง หรือความตึงของกล้ามเนื้อน่อง เข่าจะรับภาระมากขึ้น และลดแรงกระแทกได้น้อยลง
PNKG จึงดูทั้งการก้าวขา ดูว่าจุดศูนย์ถ่วงยกสูงขึ้นในช่วงกลางระยะยืนหรือเปล่า และข้อสะโพกเหยียดได้พอในช่วงท้ายหรือเปล่า ท่าที่เชิงกรานเอียงไปด้านหลังและหลังค่อมมักเป็นตัวขัดขวางในจุดนี้
Gait Analysis ที่ PNKG ทำอย่างไร: สังเกต → วิเคราะห์ → ยืนยัน
สังเกต ดูจากด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน ว่าตำแหน่งของหู ไหล่ เชิงกราน เข่า และข้อเท้า เบี่ยงออกจากแนวจุดศูนย์ถ่วงมากแค่ไหน แล้วเทียบซ้ายกับขวาเพื่อหาความเอนเอียงที่เกิดข้างเดียว
วิเคราะห์ ถามต่อว่า “ทำไมถึงอยู่ในท่านี้” ยกตัวอย่าง ถ้าลำตัวเอียงไปทางขวา ศีรษะมักพยายามตั้งตรงไปทางตรงข้าม เราจะดูทิศทางของศีรษะจริง แล้วหาสาเหตุจากจุดที่ต่างไปจากที่คาดไว้
สัมผัสเพื่อยืนยัน เมื่อข้อต่ออยู่ห่างจากแนวจุดศูนย์ถ่วง กล้ามเนื้ออาจต้องเกร็งเพื่อรักษาสมดุล นักกายภาพจึงสัมผัสจริงเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อ
แยกสาเหตุกับผลลัพธ์ บางครั้งท่าทางเป็นต้นเหตุของอาการปวด บางครั้งอาการปวดทำให้ท่าทางเปลี่ยน ถ้าตีความต่างกัน ทิศทางของโปรแกรมก็เปลี่ยนตามไปด้วย
รวมการเคลื่อนไหวทั้งตัว ใช้เกณฑ์ว่า “เป็นรูปแบบที่คนทั่วไปใช้เคลื่อนไหวหรือเปล่า” ดูการเคลื่อนไหวแบบสามมิติรวมถึงการหมุนของลำตัว การประสานงานของทั้งร่างกาย และการถ่ายน้ำหนักโดยใช้เท้ายันพื้นอย่างมั่นคง
ผลที่ได้ เราจะอธิบายให้ผู้ป่วยและครอบครัวฟังด้วยภาษาง่าย ๆ
ขั้นตอนการสังเกตการเดินจริง

พอดูท่าทางเสร็จแล้ว เราจะให้ผู้ป่วยลองเดินจริง และตรวจตามลำดับนี้
- เตรียมความพร้อม ปรับเสื้อผ้าตามความจำเป็นให้มองเห็นเท้าและข้อต่อได้ชัด แล้วจึงเริ่มดูการเดิน บางคนประเมินด้วยเท้าเปล่า บางคนประเมินโดยใส่รองเท้าและอุปกรณ์พยุงที่ใช้อยู่เป็นประจำ ขึ้นอยู่กับสภาพผู้ป่วยและการใช้ชีวิต
- ภาพรวม ใช้ไม้เท้า วอล์คเกอร์ หรืออุปกรณ์พยุงหรือไม่ ต้องมีคนช่วยมากแค่ไหน ปกติเดินที่ไหน ไกลเท่าไร (นอกบ้าน หรือจากเตียงไปห้องน้ำ)
- รูปแบบการเดิน เดินกี่จังหวะ และเกิดอะไรขึ้นในแต่ละระยะ
- ตอนเสียการทรงตัว ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวเพื่อตั้งหลักได้หรือไม่
- หลังเดิน ดูความเหนื่อย ชีพจร และส่วนไหนล้าก่อน
- บันทึก ถ่ายวิดีโอด้านข้างและด้านหน้าไว้ดูซ้ำ (เมื่อได้รับความยินยอมแล้ว)
จากนั้นเราจะถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้” ตั้งสมมติฐานไว้หลายข้อสำหรับสิ่งที่เห็นหนึ่งอย่าง แล้วตรวจซ้ำเพื่อเลือกคำอธิบายที่เข้ากันที่สุด ท่าเดินที่ต่างจากปกติไม่ได้เป็นปัญหาเสมอไป เราจัดลำดับว่าจะแก้อะไรก่อนโดยดูจากเป้าหมายและการใช้ชีวิตของผู้ป่วย
การขึ้นลงบันไดก็วิเคราะห์ด้วยมุมมองเดียวกัน

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้เดินแค่บนพื้นราบ PNKG จึงรวมการขึ้นลงบันไดเข้าไปใน “การวิเคราะห์การเคลื่อนไหว” ด้วย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
| ระยะ | เกิดอะไรขึ้น |
|---|---|
| รับน้ำหนักตัว | วางเท้าบนขั้นบันได แล้วเริ่มถ่ายน้ำหนักลงไป |
| ยืนด้วยขาเดียว | ใช้ขาข้างเดียวรับน้ำหนักทั้งตัว |
| ก้าวขาอีกข้างไปข้างหน้า | ก้าวขาอีกข้างขึ้นหรือลงไปขั้นถัดไป |
บันไดเดียวกัน แต่ขาขึ้นกับขาลงใช้ความสามารถคนละแบบ ตอนขึ้นต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขายกตัวขึ้น และวางเท้าลงบนขั้นด้วยปลายเท้า ตอนลงต้องรับแรงกระแทกเมื่อเท้าแตะขั้น และคุมเข่ากับข้อเท้าให้มั่นคง เพื่อค่อย ๆ ลดตัวลงคล้ายการแตะเบรก
เมื่อเทียบกับการเดินบนพื้นราบ เราจะเห็นชัดขึ้นว่าผู้ป่วย “ไม่มั่นคงที่ระยะไหน และที่ส่วนไหน” ถ้าผู้ป่วยกลัวทุกครั้งที่ขึ้นลงบันได หรือต้องเกาะราวข้างเดียวตลอด นั่นเป็นสัญญาณว่าควรมาปรึกษาเรา
การเดินที่เปลี่ยนไปตามวัย และการป้องกันการหกล้ม
ความเร็วในการเดินมาจาก “ความยาวก้าว × จังหวะการก้าว (จำนวนก้าวในหนึ่งช่วงเวลา)” ถ้าก้าวสั้น มักเกี่ยวกับกำลังกล้ามเนื้อ ถ้าจังหวะการก้าวลดลง มักเกี่ยวกับการทรงตัว เราจึงแยกดูว่าสาเหตุหลักอยู่ที่ข้อไหน
ในผู้สูงอายุ เรามักเห็นความเร็วและความยาวก้าวที่ลดลง ตัวโน้มไปข้างหน้า ข้อต่อขยับได้น้อยลง และกล้ามเนื้อขาอ่อนแรงลง เราจึงตรวจการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก รูปร่างกระดูกสันหลัง และกำลังกล้ามเนื้องอสะโพกด้วย
เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันการหกล้ม การล้มทำให้กระดูกหักหรือบาดเจ็บที่ศีรษะได้ และความกลัวว่าจะล้มยังทำให้ผู้ป่วยขยับตัวน้อยลง สมรรถภาพร่างกายก็ยิ่งถดถอยวนเป็นวงจร การวิเคราะห์การเดินช่วยให้เห็นความเสี่ยงนี้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
สำหรับผู้สูงอายุ CDC ของสหรัฐฯ แนะนำให้เริ่มคัดกรองความเสี่ยงด้วยคำถามง่าย ๆ 3 ข้อ คือ ในปีที่ผ่านมาเคยล้มไหม รู้สึกไม่มั่นคงเวลายืนหรือเดินไหม และกังวลว่าจะล้มไหม ถ้าตอบว่าใช่สักข้อ ลองปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพดู
นำผลการวิเคราะห์ไปสู่การฟื้นฟูอย่างไร
เลือก “การเคลื่อนไหวที่ดี” มากกว่า “การเคลื่อนไหวที่เร็ว”
ขยับได้เร็วกับขยับได้ดีเป็นคนละเรื่องกัน ถ้าใช้การชดเชยที่ไม่เหมาะสมซ้ำไปเรื่อย ๆ อาจมีปัญหาตามมาทีหลัง PNKG ระวังไม่ให้สับสนระหว่าง “การชดเชย” กับ “การฟื้นตัว” และพาผู้ป่วยฝึกด้วยการเคลื่อนไหวที่มีคุณภาพดีที่สุดเท่าที่ทำได้
ยกตัวอย่างการฝึกก้าวขา เป้าหมายคือ “ก้าวเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังได้” แต่เรายังดูคุณภาพด้วย เช่น ลำตัวตั้งตรงไหม ลงน้ำหนักบนขาที่รองรับได้เต็มที่ไหม และเข่าแอ่นหรือเปล่า
แนวทางการฟื้นฟูโรคหลอดเลือดสมองฉบับปี 2026 ของ American Heart Association และ American Stroke Association ก็มองแบบเดียวกัน คือการฟื้นฟูต้องใช้ทั้งการฝึกให้ร่างกายกลับมาทำงาน และการเรียนรู้วิธีชดเชยที่เหมาะสมควบคู่กันไป
ปรับความเร็วในการเดินให้เหมาะกับผู้ป่วย
เวลาฝึกเดิน เราปรับความเร็วตามสภาพของผู้ป่วยและเป้าหมายของการฝึก บางครั้งให้เดินช้า ๆ เพื่อดูการเคลื่อนไหวของเข่าและข้อเท้า บางครั้งให้เดินระยะยาวด้วยความเร็วที่พอดี เพื่อจำลองสถานการณ์ในชีวิตจริง ผู้ป่วยที่ใช้อุปกรณ์พยุงข้อเท้าหรือขา อ่านเพิ่มเติมได้ที่ AFO และ KAFO คืออะไร ใช้ฝึกเดินอย่างไร
เชื่อมการเคลื่อนไหวแต่ละส่วน ให้เป็นการเดินที่ราบรื่น
เวลาเดิน การรองรับร่างกาย การถ่ายน้ำหนัก และการก้าวขา ต้องต่อกันไปด้วยจังหวะที่พอดี ถ้าผู้ป่วยหยุดชะงักทุกก้าว หรือต้องใช้เวลานานกว่าจะก้าวออกไปได้ การฝึกทีละท่าอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องฝึกให้การเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันด้วย
เราอยากให้ผู้ป่วยเดินได้ต่อเนื่อง และเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
คำถามที่พบบ่อย
คือการวิเคราะห์การเดิน นักกายภาพจะดูท่าทาง จุดศูนย์ถ่วง และการเคลื่อนไหวในแต่ละระยะของการก้าว เพื่อหาว่าทำไมผู้ป่วยถึงเดินลำบาก แล้วนำผลไปวางโปรแกรมฟื้นฟู
ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองที่เดินช้า เดินเซ ปลายเท้าสะดุดพื้น กลัวเวลาขึ้นลงบันได หรือเคยหกล้ม รวมถึงผู้สูงอายุที่เริ่มเดินช้าลงและก้าวสั้นลง
ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองที่เดินช้า เดินเซ ปลายเท้าสะดุดพื้น กลัวเวลาขึ้นลงบันได หรือเคยหกล้ม รวมถึงผู้สูงอายุที่เริ่มเดินช้าลงและก้าวสั้นลง
ต่างกัน การทดสอบ เช่น การเดิน 10 เมตร ให้ผลเป็น “ตัวเลข” คือเวลาและจำนวนก้าว ส่วนการวิเคราะห์การเดินดูท่าทาง จุดศูนย์ถ่วง และคุณภาพการเคลื่อนไหวที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขนั้น เพื่อหาสาเหตุ เราใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน
ความเร็วเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ แต่เราไม่ตัดสินจากความเร็วอย่างเดียว เพราะบางครั้งผู้ป่วยเดินเร็วขึ้นได้จากการชดเชยที่ไม่เหมาะสม เราจึงดูคุณภาพการเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน
ไม่ทั้งหมด ในบางสภาพ การชดเชยช่วยให้เดินได้อย่างปลอดภัย เราแค่ต้องแยกให้ออกว่าส่วนไหนคือการชดเชย ส่วนไหนคือการฟื้นตัว แล้วดูว่าผู้ป่วยแต่ละคนต้องการอะไร
ทีมจะอธิบายด้วยภาษาที่ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าใจได้ ว่าเราดูอะไร ความยากอยู่ตรงไหน และเลือกการฝึกแบบไหน
ใส่เสื้อผ้าที่ขยับตัวได้สะดวก และเห็นเท้ากับข้อต่อได้ชัด เช่น กางเกงขาสั้นหรือกางเกงที่พับขาขึ้นได้ ถ้าปกติใช้ไม้เท้า วอล์คเกอร์ อุปกรณ์พยุง หรือรองเท้าคู่ที่ใส่ประจำ ให้นำมาด้วย นักกายภาพจะได้เห็นท่าเดินจริงในแบบที่ผู้ป่วยใช้ทุกวัน
PNKG อยู่ชั้น 2 ของโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ทีมฟื้นฟูจึงทำงานใกล้ชิดกับแพทย์ของโรงพยาบาล ถ้าระหว่างประเมินเราพบอาการที่ควรให้แพทย์ตรวจเพิ่ม ก็ประสานงานกันได้เร็ว ผู้ป่วยและครอบครัวไม่ต้องเดินทางไปหลายที่
ทีมของเราเป็นทีมสหวิชาชีพไทย-ญี่ปุ่น ทำงานตามแนวคิดการดูแลแบบ Kaigo-Do (介護道) นักกายภาพบำบัดดูท่าเดิน การทรงตัว และการลงน้ำหนัก ส่วนนักกิจกรรมบำบัดดูว่าผู้ป่วยต้องเดินไปทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เช่น เดินไปห้องน้ำ เดินในครัว หรือเดินออกไปหน้าบ้าน
พอดูทั้งสองด้านแล้ว แผนฟื้นฟูจึงผูกกับชีวิตจริงของผู้ป่วย เป้าหมายจะเป็นเรื่องอย่าง เดินเข้าห้องน้ำเองได้ หรือเดินไปตลาดใกล้บ้านได้
ปรึกษาการทำ Gait Analysis กับ PNKG
ถ้าอยากรู้ว่า “เดินลำบากตรงไหน และเพราะอะไร” หรือ “อยากได้การฟื้นฟูที่เข้ากับท่าเดินตอนนี้” ปรึกษาเรื่องการประเมินการเดินกับเราได้ ทีม PNKG จะช่วยวางแผนตามเป้าหมายของผู้ป่วยและครอบครัว ถ้าดูแลผู้ป่วยต่อที่บ้าน อ่านแนวทางได้ที่ กายภาพบำบัดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยสโตรก
- โทร 080-910-2124
- LINE: @PNKG
- วันจันทร์–เสาร์ เวลา 09:00–17:00
- PNKG Recovery & Elder Care Center ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ
ผลการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ใช้แทนการประเมินโดยแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดไม่ได้





