ไขมันในเลือดสูง เสี่ยงสโตรกซ้ำแค่ไหน ควบคุมอย่างไรให้ปลอดภัย | PNKG

Table of Contents

ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะที่คนไทยจำนวนมากเป็นโดยไม่รู้ตัว เพราะระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน แต่ปล่อยไว้นานจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

สำหรับคนที่เคยผ่านสโตรกมาแล้ว ภาวะนี้ยังเป็นความเสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำโดยตรง และมีเกณฑ์ควบคุมที่สูงกว่าคนทั่วไปตามแนวทางการแพทย์สากล บทความนี้จะพาไปดูตั้งแต่สาเหตุ สัญญาณเตือน ค่าที่ต้องระวัง ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย ไปจนถึงวิธีควบคุมที่ทำได้จริง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย

ไขมันในเลือดสูงคืออะไร

ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) คือระดับไขมันในกระแสเลือดสูงกว่าเกณฑ์ปกติ ไขมันหลักที่ต้องจับตามี 3 ตัว

  • LDL หรือไขมันเลว สะสมตามผนังหลอดเลือดจนกลายเป็นคราบพลัค เป็นตัวที่แพทย์ให้ความสำคัญมากที่สุดในการประเมินความเสี่ยง
  • HDL หรือไขมันดี ช่วยพาไขมันส่วนเกินออกจากหลอดเลือดกลับไปที่ตับเพื่อกำจัด ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดี ต่างจากตัวอื่นที่ยิ่งต่ำยิ่งดี
  • ไตรกลีเซอไรด์ ไขมันสะสมพลังงานที่ได้จากอาหารส่วนเกิน หากสูงมากเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดและตับอ่อนเช่นกัน

หน่วยที่ใช้วัดทั่วไปคือ mg/dL ในบางประเทศอาจใช้หน่วย mmol/L แทน ซึ่งแพทย์จะแปลงค่าให้เข้าใจตรงกันเสมอ ไม่ว่าจะตรวจที่โรงพยาบาลรัฐหรือเอกชนก็ตาม ทั้งสามตัวนี้วัดได้จากการตรวจเลือดที่เรียกว่า Lipid Profile ตามที่ American Heart Association แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป และควรตรวจก่อนกินอาหารเช้าเพื่อความแม่นยำของค่าไตรกลีเซอไรด์

สาเหตุของไขมันในเลือดสูงแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก

ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

พันธุกรรมมีผลมาก หากคนในครอบครัวมีประวัติไขมันสูงหรือโรคหัวใจ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อายุที่มากขึ้นและเพศก็มีผลเช่นกัน ผู้ชายมักมีความเสี่ยงสูงกว่าในวัยหนุ่มสาว ส่วนผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันหมดหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เคยช่วยปกป้องหลอดเลือดลดลงตามธรรมชาติ

มีภาวะทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งที่รุนแรงเป็นพิเศษ เรียกว่าภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม หรือ Familial Hypercholesterolemia ผู้ที่มีภาวะนี้จะมี LDL สูงมากตั้งแต่อายุยังน้อย และมีความเสี่ยงโรคหัวใจก่อนวัยอันควรสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า หากในครอบครัวมีคนที่เป็นโรคหัวใจหรือสโตรกตั้งแต่อายุน้อยกว่า 55 ปีในผู้ชาย หรือน้อยกว่า 65 ปีในผู้หญิง ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาตรวจคัดกรองภาวะนี้โดยเฉพาะ เพราะการรักษาจะต้องเข้มงวดกว่าไขมันในเลือดสูงจากพฤติกรรมทั่วไป

เมื่อตรวจพบว่าคนหนึ่งในครอบครัวมีภาวะไขมันในเลือดสูงทางพันธุกรรม แพทย์มักแนะนำให้ตรวจคัดเพื่อป้องกันสมาชิกในครอบครัวคนอื่นด้วย เรียกว่าการตรวจป้องกันแบบต่อเนื่องในครอบครัว วิธีนี้ช่วยให้พบผู้ที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่แสดงอาการได้เร็วขึ้น และเริ่มดูแลป้องกันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนที่หลอดเลือดจะเสียหายมาก ครอบครัวที่มีประวัติโรคหัวใจหรือสโตรกในคนอายุน้อยจึงควรพูดคุยเรื่องนี้กับแพทย์อย่างเปิดเผย เพื่อประโยชน์ของทุกคนในบ้าน

ปัจจัยที่ควบคุมได้

  • การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • การกินไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง เช่น ของทอด เนื้อติดมัน เนยแข็ง
  • การขาดการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้น้อยลง
  • น้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบพุง
  • ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลต่อฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย

โรคประจำตัวและยาบางชนิด

เบาหวาน โรคไต และภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ล้วนทำให้การเผาผลาญไขมันผิดปกติ ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิดและยาสเตียรอยด์ ก็อาจทำให้ค่าตัวนี้ขึ้นได้เช่นกัน หากกำลังใช้ยาเหล่านี้อยู่ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ตรวจเลือด เพื่อให้แพทย์ประเมินได้ถูกต้องว่าค่าที่สูงมาจากยาหรือจากปัจจัยอื่นๆ

ไขมันในเลือดสูง 5 สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต

ภาวะนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่สัญญาณต่อไปนี้ควรระมัดระวัง

  1. เหนื่อยง่ายผิดปกติ โดยเฉพาะหลังกินอาหารมันหรือมื้อหนัก
  2. ปวดหัวบ่อย โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือเวียนหัวเมื่อลุกยืนเร็ว
  3. แน่นหน้าอกเวลาออกแรง เช่น เดินขึ้นบันไดหรือเดินเร็ว
  4. ปื้นไขมันสีเหลืองใต้ผิวหนัง พบได้ที่หนังตาหรือข้อ เรียกว่า Xanthelasma
  5. ชาหรืออ่อนแรงที่แขนขาชั่วคราว อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ควรรีบพบแพทย์ทันที

หากไตรกลีเซอไรด์สูงมากเป็นพิเศษ อาจมีอาการปวดท้องรุนแรงจากตับอ่อนอักเสบร่วมด้วย สัญญาณเหล่านี้มักปรากฏก็ต่อเมื่อภาวะเริ่มรุนแรงแล้ว การตรวจเลือดเป็นประจำจึงสำคัญกว่าการรอสังเกตอาการมาก และเป็นวิธีเดียวที่ทำให้รู้ตัวได้ก่อนที่ภาวะแทรกซ้อนจะเกิดขึ้นจริง แม้จะรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงดีอยู่ก็ตาม

ไขมันในเลือดสูงเท่าไหร่ถึงอันตราย

ตามข้อมูลของ CDC ตารางด้านล่างสรุปเกณฑ์ที่แพทย์ใช้ทั่วไปสำหรับคนทั่วไป

ชนิดไขมันปกติเริ่มเสี่ยงอันตราย
LDLต่ำกว่า 100 mg/dL130–159 mg/dL160 mg/dL ขึ้นไป
คอเลสเตอรอลรวมต่ำกว่า 200 mg/dL200–239 mg/dL240 mg/dL ขึ้นไป
ไตรกลีเซอไรด์ต่ำกว่า 150 mg/dL150–199 mg/dL200 mg/dL ขึ้นไป
HDL60 mg/dL ขึ้นไป40–59 mg/dLต่ำกว่า 40 mg/dL

สำหรับผู้ที่เคยเป็นสโตรกมาแล้ว เกณฑ์นี้เข้มกว่านี้มาก แนวทาง AHA/ASA ปี 2021 สำหรับการป้องกันสโตรกซ้ำ แนะนำเป้า LDL ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL สำหรับผู้ป่วยสโตรกชนิดหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ทั่วไปที่ 100 mg/dL อย่างชัดเจน

งานวิจัย Treat Stroke to Target Trial ที่นำเสนอในงาน AHA Scientific Sessions พบว่าผู้ป่วยที่ควบคุม LDL ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL ลดความเสี่ยงเกิดเหตุการณ์หลอดเลือดสำคัญซ้ำ ทั้งสโตรก หัวใจขาดเลือด หรือต้องผ่าตัดหลอดเลือดฉุกเฉิน ได้มากกว่ากลุ่มที่ควบคุมแค่ระดับ 100 mg/dL อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักตั้งเป้าไขมันในผู้ป่วยสโตรกให้เข้มกว่าคนทั่วไปมาก

วิธีอ่านผลตรวจเลือดด้วยตัวเองแบบง่ายๆ

เมื่อได้ใบผลตรวจเลือดจากโรงพยาบาล มักมีตัวเลขหลายค่าที่ทำให้สับสน สิ่งที่ควรมองก่อนคือค่า LDL และค่าคอเลสเตอรอลรวม เทียบกับตารางที่ให้ไว้ด้านบน หากตัวเลขอยู่ในช่องสีเหลืองหรือแดงบนใบผลตรวจ มักหมายถึงเริ่มเสี่ยงหรืออันตรายตามลำดับ

อีกค่าที่มีประโยชน์คือสัดส่วนคอเลสเตอรอลรวมต่อ HDL หากตัวเลขนี้สูงกว่า 5 ถือว่าความเสี่ยงต่อหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น แม้ค่า LDL เดี่ยวๆ จะยังไม่สูงมากก็ตาม การนำผลตรวจไปให้แพทย์อธิบายซ้ำอีกครั้งเป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ เพราะแพทย์จะพิจารณาร่วมกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ ไม่ได้ดูตัวเลขเดี่ยวๆ

ปัจจุบันมีชุดตรวจไขมันในเลือดแบบพกพาที่ใช้เจาะเลือดปลายนิ้วขายตามร้านขายยาบางแห่ง ให้ผลเร็วภายในไม่กี่นาที เหมาะสำหรับติดตามแนวโน้มเบื้องต้นระหว่างรอบการตรวจใหญ่ที่โรงพยาบาล แต่ความแม่นยำยังต่ำกว่าการตรวจในห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล จึงไม่ควรใช้แทนการตรวจเลือดตามนัดแพทย์ และไม่ควรใช้ผลจากชุดตรวจพกพาเพียงอย่างเดียวในการปรับยาเอง

โรงพยาบาลบางแห่งในไทยรายงานผลเป็นหน่วย mmol/L แทน mg/dL ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้กันในยุโรปและบางประเทศในเอเชีย หากได้ผลตรวจมาเป็นหน่วยนี้ ไม่ต้องตกใจว่าตัวเลขจะดูต่ำกว่าที่คุ้นเคยมาก เพราะเป็นแค่หน่วยวัดที่ต่างกัน ตัวเลขในหน่วย mmol/L คูณด้วยประมาณ 38.7 จะได้ค่าใกล้เคียงกับหน่วย mg/dL หากไม่แน่ใจ สามารถขอให้เจ้าหน้าที่หรือแพทย์ช่วยแปลงหน่วยให้เข้าใจตรงกันได้เสมอ

ใบผลตรวจบางแห่งยังรายงานค่า Non-HDL Cholesterol ซึ่งคือคอเลสเตอรอลรวมหักด้วย HDL ค่านี้มีประโยชน์มากในผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงร่วมด้วย เพราะสะท้อนไขมันชนิดไม่ดีโดยรวมได้แม่นยำกว่าการดู LDL อย่างเดียวในบางกรณี แพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยสโตรกมักให้ความสำคัญกับค่านี้เช่นกัน หากพบในใบผลตรวจแล้วไม่เข้าใจ สามารถสอบถามแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลได้ตลอด ไม่ต้องรอถึงวันนัดใหญ่เท่านั้น

เช็คลิสต์ก่อนไปพบแพทย์เรื่องไขมันในเลือด

  • จดค่า LDL คอเลสเตอรอลรวม และไตรกลีเซอไรด์จากผลตรวจครั้งก่อนไว้เทียบ
  • เตรียมรายชื่อยาและอาหารเสริมทั้งหมดที่กินอยู่ในปัจจุบัน
  • จดประวัติโรคหัวใจหรือไขมันสูงของคนในครอบครัวถ้ามี
  • เตรียมคำถามเรื่องเป้า LDL ที่เหมาะกับตัวเอง โดยเฉพาะถ้าเคยเป็นสโตรกมาก่อน
  • สอบถามความถี่ที่ควรตรวจซ้ำครั้งต่อไป

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

หลายคนมีความเชื่อผิดๆ ซึ่งอาจทำให้ดูแลตัวเองไม่ถูกทาง

  • เข้าใจผิด คนผอมไม่มีปัญหานี้ ความจริงคือ คนผอมก็เป็นได้ เพราะพันธุกรรมและวิธีที่ร่างกายเผาผลาญไขมันมีผลมากกว่ารูปร่างภายนอก
  • เข้าใจผิด ถ้าไม่มีอาการแปลว่าไม่เป็นอะไร ความจริงคือ ภาวะนี้มักไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว การตรวจเลือดเป็นวิธีเดียวที่บอกได้แน่นอน
  • เข้าใจผิด กินยาแล้วไม่ต้องคุมอาหารก็ได้ ความจริงคือ ยาช่วยลดไขมันได้ แต่การปรับอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันให้ผลลัพธ์ดีกว่ามาก และช่วยให้ใช้ยาในขนาดที่ต่ำลงได้ในหลายกรณี
  • เข้าใจผิด ไข่ทำให้ไขมันสูง ต้องเลิกกินไข่ ความจริงคือ ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์จากของทอดหรือเนื้อติดมันมีผลต่อ LDL มากกว่าคอเลสเตอรอลในอาหารอย่างไข่ การกินไข่ในปริมาณที่พอเหมาะยังทำได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • เข้าใจผิด อายุยังน้อยไม่ต้องตรวจ ความจริงคือ แนวทางสากลแนะนำให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 20 ปี เพราะภาวะนี้สะสมมานานก่อนแสดงอาการ การรู้ค่าตั้งแต่อายุน้อยช่วยวางแผนป้องกันได้ดีกว่า
  • เข้าใจผิด กินอาหารคลีนหรืออาหารเสริมสมุนไพรอย่างเดียวเพียงพอแล้ว ความจริงคือ อาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยเสริมได้เล็กน้อย แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าใช้แทนยาที่แพทย์สั่งได้ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างผู้ป่วยสโตรก

อาหารเสริมที่มีหลักฐานสนับสนุนบ้าง

ใยอาหารชนิดละลายน้ำอย่างไซเลียม ช่วยลด LDL ได้เล็กน้อยเมื่อกินควบคู่กับอาหารปกติ พืชสเตอรอลที่เติมในมาการีนหรือผลิตภัณฑ์บางชนิด ก็มีข้อมูลว่าช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลได้บ้าง ส่วนน้ำมันปลาที่มีโอเมกา 3 เข้มข้น มีหลักฐานชัดเจนกว่าในการลดไตรกลีเซอไรด์ แต่ผลต่อ LDL ยังไม่ชัดเจนเท่า กระเทียมและขมิ้นชันก็เป็นสมุนไพรที่มีการศึกษาอยู่บ้าง แต่หลักฐานยังไม่แน่นหนาพอที่จะแนะนำเป็นวิธีหลักในการรักษา

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างผู้ป่วยสโตรก อาหารเสริมเหล่านี้ใช้เสริมได้ แต่แพทย์ยังต้องเป็นผู้กำหนดแผนหลักในการควบคุมไขมันอยู่ดี และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งที่เริ่มใช้อาหารเสริมชนิดใหม่ เพื่อป้องกันการตีกันกับยาที่ใช้อยู่

ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงต่อโรคอะไรบ้าง

สําลักอาหารบ่อย เกิดจากอะไร เปิด 5 สาเหตุที่ทำให้สำลักบ่อย

โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

ไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจทำให้หลอดเลือดแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ อาการเจ็บหน้าอกเวลาออกแรงเป็นสัญญาณที่พบบ่อย มักรู้สึกเหมือนถูกกดหรือบีบแน่นตรงกลางหน้าอก และดีขึ้นเมื่อหยุดพัก หากหลอดเลือดตีบมากหรือมีลิ่มเลือดอุดตัน อาจเกิดหัวใจวายเฉียบพลันซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล ผู้ที่เคยเป็นสโตรกมาแล้วมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงกว่าคนทั่วไปด้วย เพราะกลไกการเกิดโรคทั้งสองมาจากคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดเช่นเดียวกัน แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจึงมักติดตามทั้งเรื่องหัวใจและสมองไปพร้อมกันในผู้ป่วยกลุ่มนี้

โรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อคราบไขมันสะสมในหลอดเลือดสมองจนตีบ หรือหลุดลอยไปอุดตัน จะกลายเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ผู้ป่วยอาจมีอาการอัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือสูญเสียการรับรู้ กลไกนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ที่คราบพลัคสะสมจนหลอดเลือดตีบและเสียความยืดหยุ่น

สำหรับผู้ที่เคยเป็นสโตรกมาแล้ว จุดนี้สำคัญเป็นพิเศษ หลอดเลือดส่วนที่เคยเสียหายเปราะบางกว่าเดิม ภาวะนี้ต่อเนื่องจึงเพิ่มความเสี่ยงสโตรกซ้ำได้ง่ายกว่าคนทั่วไป การควบคุม LDL ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL คือมาตรการป้องกันที่มีหลักฐานงานวิจัยรองรับชัดเจน บางครั้งอาการเริ่มต้นคล้ายภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ที่ควรรีบพบแพทย์ทันที

สัญญาณฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะเรื้อรังที่ค่อยๆ สะสม แต่ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอาจมาแบบเฉียบพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิต ครอบครัวควรจดจำสัญญาณเหล่านี้ไว้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นช่วงกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม

สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง ใช้หลัก BE FAST ได้แก่ การทรงตัวผิดปกติเฉียบพลัน ตาพร่ามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน ใบหน้าเบี้ยวข้างหนึ่ง แขนหรือขาอ่อนแรงข้างหนึ่งยกไม่ขึ้น พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก หากพบอาการใดอาการหนึ่ง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาภายใน 3 ชั่วโมงแรกมีผลต่อการฟื้นตัวอย่างมาก

สำหรับหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน สัญญาณที่ควรระวังคือ เจ็บแน่นหน้าอกรุนแรงต่อเนื่องเกิน 15 นาที ปวดร้าวไปที่แขนซ้าย คอ หรือกราม เหงื่อออกมากผิดปกติร่วมกับคลื่นไส้ หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน ควรโทรเรียกรถพยาบาลทันที

ในผู้สูงอายุและผู้ที่ดูแลตัวเองได้น้อย

กลุ่มผู้สูงอายุที่เคลื่อนไหวน้อย หรือผู้ป่วยที่ต้องนอนพักฟื้นเป็นเวลานาน มักมีความเสี่ยงสูงขึ้นเพราะกล้ามเนื้อไม่ได้เผาผลาญพลังงานตามปกติ ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านควรพาไปตรวจเลือดเป็นประจำ แม้ผู้สูงอายุจะดูแข็งแรงดีก็ตาม เพราะอาการของภาวะนี้มักไม่แสดงออกจนกว่าจะรุนแรงแล้ว การประเมินร่วมกับทีมดูแลที่เข้าใจทั้งเรื่องการเคลื่อนไหวและปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดจึงมีประโยชน์มากกว่าการดูแลแยกส่วน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองนึกถึงสถานการณ์สมมตินี้ ผู้สูงอายุคนหนึ่งเคยเป็นสโตรกมาแล้วหนึ่งครั้ง และกำลังเข้าโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย ครอบครัวตั้งใจดูแลเรื่องการฝึกเดินและการทำกายภาพบำบัดอย่างเต็มที่ แต่ลืมพาไปตรวจเลือดซ้ำตามกำหนด สามเดือนต่อมาแพทย์ตรวจพบว่า LDL กลับสูงขึ้นเกินเป้าที่ตั้งไว้ เพราะขาดการติดตามอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์แบบนี้พบได้บ่อยและป้องกันได้ง่ายมาก หากมีทีมที่ติดตามทั้งสองด้านไปพร้อมกันตั้งแต่ต้น บทเรียนสำคัญคือการฟื้นฟูร่างกายและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงไม่ควรถูกแยกออกจากกัน เพราะทั้งสองเรื่องส่งผลต่อกันโดยตรง การนัดตรวจเลือดควบคู่กับการนัดกายภาพบำบัดในวันเดียวกันเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดโอกาสลืมได้มาก และครอบครัวสามารถขอให้ทีมดูแลช่วยเตือนล่วงหน้าได้เสมอ

กินอย่างไรให้ปลอดภัยจาการเสี่ยงต่อไขมันในเลือดสูง

เจาะลึก 3 เหตุผล ทำไมการเลือกอาหารถึงสำคัญกับผู้ป่วย - โรคเส้นเลือดในสมองตีบห้ามกินอะไร 7 อาหารควรงดลดเสี่ยงทรุด

การปรับอาหารเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลจริง งานวิจัยส่วนใหญ่พบว่าการปรับอาหารอย่างจริงจังช่วยลด LDL ได้ประมาณ 10-15% ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพของยาได้ดี แต่ไม่ควรใช้แทนยาในผู้ที่แพทย์สั่งให้กินยาควบคู่

  • ลดไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ เช่น ของทอด เนื้อติดมัน เนยแข็ง
  • เพิ่มผัก ผลไม้ ปลา และธัญพืชเต็มเมล็ด
  • จัดสัดส่วนจานอาหาร ครึ่งจานเป็นผัก หนึ่งในสี่เป็นโปรตีนไม่ติดมัน อีกหนึ่งในสี่เป็นข้าวกล้องหรือธัญพืช
  • ลดขนมหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เปลี่ยนเป็นผลไม้สดแทน

ตัวอย่างเมนูหนึ่งวันและแผนหนึ่งสัปดาห์

  • เช้า: ข้าวกล้องกับปลานึ่งและผักต้ม พร้อมผลไม้หนึ่งส่วน
  • กลางวัน: สลัดอกไก่ย่างไม่ติดมัน ราดน้ำสลัดแบบใสหรือน้ำมันมะกอกเล็กน้อย
  • เย็น: แกงส้มหรือต้มยำใส่ปลา กับข้าวกล้อง เลี่ยงกะทิและของทอด
  • ของว่าง: ถั่วอบไม่ใส่เกลือ หรือผลไม้สด แทนขนมหวานและเครื่องดื่มรสหวาน

หากต้องการวางแผนล่วงหน้าทั้งสัปดาห์ ตัวอย่างแนวทางที่ทำได้จริงคือสลับโปรตีนหลักในแต่ละวัน เช่น วันจันทร์และพฤหัสบดีเน้นปลา วันอังคารและศุกร์เน้นอกไก่ วันพุธและเสาร์เน้นเต้าหู้หรือถั่ว และวันอาทิตย์อาจผ่อนคลายด้วยเนื้อไม่ติดมันปริมาณน้อย การสลับแบบนี้ช่วยให้ไม่รู้สึกจำเจ และยังได้สารอาหารหลากหลายครบถ้วนตลอดสัปดาห์ โดยยังคงหลักการเดียวกันคือเน้นนึ่งต้มย่างมากกว่าทอด และเพิ่มผักในทุกมื้อให้ได้อย่างน้อยครึ่งจาน แนวทางนี้สอดคล้องกับบทความอาหารสำหรับผู้ป่วยสโตรกที่ทีม PNKG เคยเขียนไว้

อาหารที่ควรเลี่ยงและอาหารที่ควรเลือกแบบละเอียด

  • กลุ่มเนื้อสัตว์ ควรเลี่ยงเนื้อติดมัน หนังไก่ ไส้กรอก และเนื้อแปรรูป เลือกเนื้อปลา อกไก่ไม่ติดหนัง หรือเนื้อหมูส่วนสันในแทน
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์นม ควรเลี่ยงนมสดไขมันเต็ม เนยแข็ง และครีม เลือกนมพร่องมันเนยหรือนมไขมันต่ำแทน
  • กลุ่มไขมันและน้ำมันปรุงอาหาร ควรเลี่ยงน้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู และเนยเทียม เลือกน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนลาในปริมาณที่พอเหมาะแทน
  • กลุ่มขนมและเครื่องดื่ม ควรเลี่ยงเบเกอรี่ที่มีเนยหรือครีมมาก ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม เลือกผลไม้สดหรือน้ำเปล่าแทน
  • กลุ่มวิธีปรุงอาหาร ควรเลี่ยงการทอดและการผัดที่ใช้น้ำมันมาก เลือกวิธีนึ่ง ต้ม ย่าง หรืออบแทน
  • กลุ่มอาหารทะเลและเครื่องในสัตว์ ควรเลี่ยงเครื่องในสัตว์และกุ้งในปริมาณมาก แต่ปลาทะเลน้ำลึกอย่างแซลมอนหรือปลาทู มีโอเมกา 3 ที่ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ควรกินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

การอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูปก็ช่วยได้มาก ควรมองหาคำว่าไขมันทรานส์เท่ากับศูนย์ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำเมื่อเทียบปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

ดูแลตัวเองอย่างไรในช่วงเทศกาลหรือเดินทาง

ช่วงเทศกาลที่มีงานเลี้ยงหรือการเดินทางบ่อย มักเป็นช่วงที่หลายคนควบคุมอาหารได้ยากขึ้น สิ่งที่ช่วยได้คือการเลือกกินของที่มีอยู่แล้วอย่างฉลาด เช่น เลือกเนื้อส่วนที่ไม่ติดมันก่อนเป็นอันดับแรก กินผักให้มากที่สุดเท่าที่มีในโต๊ะอาหาร และจำกัดปริมาณของทอดหรือขนมหวานเป็นบางมื้อแทนการงดทั้งหมด หากต้องเดินทางไกลจนพลาดเวลากินยาตามปกติ ควรพกยาสำรองติดตัวเสมอ และไม่ควรกินยาสองเท่าเพื่อชดเชยมื้อที่ลืมโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน

คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล

ผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมไขมันได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ช่วยได้จริงคือการเตรียมอาหารที่เหมาะสมไว้ล่วงหน้า เพื่อลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะเลือกอาหารที่ไม่เหมาะเพราะความสะดวก การจดบันทึกวันตรวจเลือดและวันนัดแพทย์ไว้ในที่เห็นง่าย เช่น ปฏิทินในบ้านหรือแอปในโทรศัพท์ ก็ช่วยลดโอกาสลืมได้มาก

หากผู้ป่วยรู้สึกท้อกับการต้องปรับพฤติกรรมหลายเรื่องพร้อมกัน ผู้ดูแลควรช่วยปรับทีละเรื่องแทนการเปลี่ยนทั้งหมดในทันที เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปมักยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนแบบเข้มงวดในช่วงสั้นๆ

การป้องกันและรักษา

สำหรับวิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ปรับ 6 พฤติกรรมการใช้ชีวิตเดิม ๆ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ช่วยเพิ่ม HDL และลดไตรกลีเซอไรด์ได้ดี ตัวอย่างกิจกรรมที่เหมาะสมได้แก่ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือฝึกด้วยอุปกรณ์ช่วยเดินภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด สำหรับผู้ที่กำลังฟื้นฟูหลังสโตรก ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ เช่น เดินช้าๆ 10 นาทีต่อครั้ง แล้วเพิ่มระยะเวลาทีละน้อยตามคำแนะนำของทีมฟื้นฟู เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงหกล้ม

ตัวอย่างแผนหนึ่งสัปดาห์ที่ทำได้จริงคือ เดินหรือฝึกเดินวันจันทร์ พุธ และศุกร์ ครั้งละ 15-20 นาที สลับกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเบาๆ วันอังคารและพฤหัสบดี และพักผ่อนเต็มที่ในวันเสาร์อาทิตย์ นักกายภาพบำบัดที่ดูแลจะช่วยประเมินความสามารถของร่างกายในแต่ละช่วง และปรับความหนักของกิจกรรมให้เหมาะสมอยู่เสมอ

การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวก็ช่วยปรับค่าไขมันได้ชัดเจน ร่วมกับการเลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์ การเลิกบุหรี่ให้ผลดีต่อค่า HDL ได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หากเลิกด้วยตัวเองยาก สามารถขอคำแนะนำจากแพทย์เรื่องยาหรือคลินิกเลิกบุหรี่เพิ่มเติมได้ กำลังใจจากคนในครอบครัวมีส่วนช่วยให้เลิกได้สำเร็จมากขึ้นเช่นกัน

ยาลดไขมันมีกี่กลุ่ม

ยาลดไขมันที่แพทย์ใช้บ่อยมีหลายกลุ่ม กลุ่มที่พบมากที่สุดคือสแตติน ซึ่งลดการสร้าง LDL ที่ตับ เหมาะกับผู้ที่เคยเป็นสโตรกหรือมีความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจสูง กลุ่มอีเซทิไมบ์ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ มักใช้เสริมเมื่อสแตตินเพียงอย่างเดียวยังลด LDL ไม่ถึงเป้า ส่วนกลุ่มยาฉีด PCSK9 อินฮิบิเตอร์ เป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่ใช้ยาสูงสุดแล้วยังคุมไม่ได้ตามเป้า

ตามแนวทาง AHA/ASA แพทย์มักเริ่มด้วยสแตตินความเข้มข้นสูงในผู้ป่วยสโตรกกลุ่มนี้ตั้งแต่ต้น การหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เป็นความเสี่ยงที่พบบ่อยและอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับหรือหยุดยาทุกครั้ง เพราะเป้าที่ต้องคุมสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้มกว่าคนทั่วไปมาก และการหยุดยากลางคันอาจทำให้ LDL พุ่งกลับขึ้นสูงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์

ผลข้างเคียงที่พบได้บ้างจากยาสแตติน คือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และค่าเอนไซม์ตับที่อาจสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกของการใช้ยา แพทย์มักตรวจค่าตับเป็นระยะเพื่อติดตามความปลอดภัย หากมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงผิดปกติ ปัสสาวะสีเข้ม หรือรู้สึกอ่อนแรงมากกว่าปกติ ควรแจ้งแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงวันนัดครั้งต่อไป

แพทย์มักแนะนำให้ตรวจเลือดซ้ำทุก 3-6 เดือน เพื่อประเมินว่าเข้าเป้าที่ตั้งไว้หรือยัง และปรับแผนการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เป้า LDL ตามกลุ่มความเสี่ยง

เป้าไขมันที่แพทย์ตั้งไว้ไม่เหมือนกันในทุกคน กลุ่มความเสี่ยงต่ำทั่วไปมักตั้งเป้า LDL ต่ำกว่า 130 mg/dL กลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น มีความดันสูงหรือสูบบุหรี่ มักตั้งเป้าต่ำกว่า 100 mg/dL กลุ่มความเสี่ยงสูง เช่น มีเบาหวานร่วมด้วย มักตั้งเป้าต่ำกว่า 70 mg/dL และกลุ่มความเสี่ยงสูงมากอย่างผู้ที่เคยเป็นสโตรกหรือโรคหัวใจมาแล้ว บางครั้งแพทย์อาจตั้งเป้าให้ต่ำกว่า 55 mg/dL ในบางกรณีที่มีความเสี่ยงซับซ้อนหลายอย่างร่วมกัน

การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมแพทย์บางคนถึงตั้งเป้าที่ดูเข้มงวดกว่าคนอื่น และช่วยลดความสับสนเมื่อเห็นตัวเลขเป้าที่แตกต่างกันจากคนรู้จักหรือจากข้อมูลทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต เป้าที่เหมาะสมที่สุดคือเป้าที่แพทย์ผู้ดูแลกำหนดให้ตามความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละคน หากมีข้อสงสัย การถามแพทย์ผู้ดูแลโดยตรงย่อมได้คำตอบที่แม่นยำและปลอดภัยกว่าการเทียบตัวเลขกับคนอื่นเสมอ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่ควรหยุดยาเองทันทีที่รู้สึกดีขึ้น เพราะค่าที่กลับมาปกติมักเป็นผลจากยา ไม่ใช่เพราะหายแล้ว
  • ไม่ควรเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าลดไขมันได้ในเวลาสั้นมากโดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
  • ไม่ควรงดอาหารทุกประเภทที่มีไขมันจนขาดสารอาหารที่จำเป็น
  • ไม่ควรออกกำลังกายหนักทันทีโดยไม่ปรึกษาทีมฟื้นฟู โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งผ่านสโตรกมาไม่นาน
  • ไม่ควรปล่อยให้ความเครียดสะสมโดยไม่จัดการ เพราะความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อค่าไขมันได้เช่นกัน
  • ไม่ควรเปรียบเทียบผลตรวจของตัวเองกับคนอื่นโดยตรง เพราะเป้าที่เหมาะสมของแต่ละคนขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพและความเสี่ยงที่ต่างกัน

ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และความดันสูง ทำไมมักมาด้วยกัน

ในทางการแพทย์ ภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน มักเกิดร่วมกันในคนคนเดียวกัน เรียกรวมว่ากลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) สาเหตุร่วมที่สำคัญคือภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งทำให้ร่างกายจัดการทั้งน้ำตาลและไขมันในเลือดได้แย่ลงพร้อมกัน

เกณฑ์ที่ใช้วินิจฉัยกลุ่มอาการเมตาบอลิกโดยทั่วไป ต้องมีอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อต่อไปนี้ รอบเอวเกินเกณฑ์ตามเชื้อชาติ ไตรกลีเซอไรด์ 150 mg/dL ขึ้นไป HDL ต่ำกว่า 40 mg/dL ในผู้ชายหรือต่ำกว่า 50 mg/dL ในผู้หญิง ความดันโลหิตตั้งแต่ 130/85 มม.ปรอทขึ้นไป และระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารตั้งแต่ 100 mg/dL ขึ้นไป การรู้ว่าตัวเองหรือคนในบ้านเข้าเกณฑ์กี่ข้อ ช่วยให้คุยกับแพทย์ได้ตรงจุดมากขึ้นว่าควรเริ่มดูแลเรื่องใดก่อน

นี่คือเหตุผลที่แพทย์มักตรวจทั้งสามอย่างพร้อมกันในการตรวจสุขภาพประจำปี การควบคุมเพียงอย่างเดียว เช่น คุมไขมันได้ดีแต่ความดันยังสูงอยู่ ไม่เพียงพอต่อการลดความเสี่ยงสโตรกซ้ำ ผู้ที่กำลังฟื้นฟูหลังสโตรกและมีทั้งไขมันสูงและความดันสูงร่วมด้วย ควรวางแผนควบคุมทั้งสองเรื่องไปพร้อมกัน เพราะปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เสริมกันและกันในการทำให้หลอดเลือดเสียหาย รูปแบบการกินและการออกกำลังกายที่แนะนำในบทความนี้ ส่วนใหญ่ช่วยทั้งสามเรื่องไปพร้อมกันอยู่แล้ว ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยจึงสามารถโฟกัสที่การปรับพฤติกรรมแบบองค์รวมได้เลย

ไขมันในเลือดสูงกับการฟื้นฟูหลังสโตรก

ช่วง Golden Period ที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูสมรรถภาพเต็มที่ ครอบครัวมักโฟกัสไปที่การกายภาพบำบัดจนมองข้ามการควบคุมไขมันในเลือด ทั้งที่การควบคุม LDL ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL ตามแนวทางสากลสำคัญไม่น้อยกว่าการฟื้นฟูร่างกาย เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยลดโอกาสเกิดสโตรกซ้ำได้จริง และการเกิดซ้ำอาจทำให้สิ่งที่ฟื้นฟูมาทั้งหมดต้องเริ่มต้นใหม่

ที่ PNKG ทีมสหวิชาชีพไทย-ญี่ปุ่นจะติดตามปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควบคู่กับโปรแกรมฟื้นฟูร่างกาย และประสานกับแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าฯ เพื่อดูแลทั้งสองด้านไปพร้อมกัน หากกำลังควบคุมความดันโลหิตไปด้วย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความยาลดความดันที่ทีมเคยเขียนไว้

แนวโน้มในระยะยาวหากดูแลอย่างต่อเนื่อง

ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะที่ตอบสนองต่อการดูแลได้ดีมากเมื่อเทียบกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ผู้ที่ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังร่วมกับใช้ยาตามแพทย์สั่ง ส่วนใหญ่สามารถควบคุมค่าไขมันให้เข้าเป้าได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน และเมื่อควบคุมได้ต่อเนื่องหลายปี ความเสี่ยงต่อสโตรกซ้ำและโรคหัวใจก็ลดลงตามไปด้วย ความสม่ำเสมอในการดูแลระยะยาวให้ผลลัพธ์ดีกว่าความเข้มงวดในช่วงสั้นๆ มาก เพราะหลอดเลือดต้องใช้เวลานานพอสมควรในการฟื้นตัวจากการสะสมของคราบไขมัน

โดยทั่วไปการปรับอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของค่าไขมันในการตรวจเลือดครั้งแรกหลังจากนั้นประมาณ 6-12 สัปดาห์ ส่วนยาลดไขมันอย่างสแตตินมักออกฤทธิ์ลด LDL ได้เห็นผลชัดภายใน 4-6 สัปดาห์แรกของการใช้ยา หากตรวจแล้วยังไม่เข้าเป้าตามที่แพทย์ตั้งไว้ แพทย์อาจปรับขนาดยาหรือเพิ่มยาอีกกลุ่มร่วมด้วย การให้เวลาที่เหมาะสมและตรวจซ้ำตามนัดจึงสำคัญกว่าการเร่งดูผลเร็วเกินไป

หลายครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยฟื้นฟูหลังสโตรกมักถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าการดูแลที่ทำอยู่ได้ผลจริง คำตอบคือดูจากทั้งตัวเลขในใบผลตรวจเลือดที่ค่อยๆ ดีขึ้น และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันที่ค่อยๆ กลับมา สองอย่างนี้มักไปด้วยกัน เพราะร่างกายที่มีปัจจัยเสี่ยงถูกควบคุมดี มักฟื้นตัวได้ราบรื่นกว่าร่างกายที่ยังมีไขมันหรือความดันสูงคอยเป็นอุปสรรคอยู่เบื้องหลัง

ขั้นตอนการเข้ารับคำปรึกษาที่ PNKG

ครอบครัวที่สนใจสามารถโทรหรือทักไลน์เพื่อนัดวันเข้าพบทีมได้ล่วงหน้า ทีมงานจะซักถามข้อมูลเบื้องต้นเรื่องประวัติสโตรกและผลตรวจเลือดล่าสุดถ้ามี เพื่อเตรียมทีมสหวิชาชีพที่เหมาะสมไว้รอในวันนัด ในวันแรกที่มาถึง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะประเมินร่างกายโดยรวมร่วมกับพยาบาลและนักกายภาพบำบัด ก่อนวางแผนดูแลที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและการติดตามปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไปพร้อมกัน ทำให้ครอบครัวไม่ต้องพาผู้ป่วยไปหลายที่แยกกันเพื่อดูแลแต่ละเรื่อง

หลังจากการประเมินครั้งแรก ทีมงานจะนัดติดตามผลเป็นระยะตามความเหมาะสมของแต่ละคน ครอบครัวสามารถสอบถามความคืบหน้าได้ตลอดการรักษา และหากมีข้อสงสัยระหว่างช่วงที่ยังไม่ถึงวันนัด ก็สามารถติดต่อทีมผ่านช่องทางไลน์ได้เช่นกัน

สรุป

ไขมันในเลือดสูงเป็นภาวะเงียบที่อันตราย แต่ป้องกันและควบคุมได้ด้วยการปรับอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ สำหรับผู้ที่เคยผ่านสโตรกมาแล้ว การควบคุมไขมันให้ถึงเป้าที่เข้มกว่าคนทั่วไป คือ LDL ต่ำกว่า 70 mg/dL ควบคู่กับโปรแกรมฟื้นฟู คือกุญแจสำคัญที่มีหลักฐานงานวิจัยรองรับว่าช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำได้จริง

สิ่งที่ควรจำจากบทความนี้

  • ตรวจเลือดเป็นประจำทุกปี แม้ไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม
  • ผู้ที่เคยเป็นสโตรกควรคุม LDL ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL ตามแนวทางสากล
  • ปรับอาหารและออกกำลังกายควบคู่กับยาที่แพทย์สั่งเสมอ อย่าใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแทนกัน
  • สังเกตสัญญาณฉุกเฉินของสโตรกและหัวใจขาดเลือด และรีบไปโรงพยาบาลทันทีหากพบ
  • ควบคุมไขมัน ความดัน และเบาหวานไปพร้อมกัน เพราะปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เสริมกันและกัน

คำถามที่พบบ่อย

สำหรับคนทั่วไป LDL ตั้งแต่ 160 mg/dL ขึ้นไปถือว่าอันตราย แต่สำหรับผู้ที่เคยเป็นสโตรกจากหลอดเลือดแดงแข็ง แนวทาง AHA/ASA แนะนำให้คุม LDL ต่ำกว่า 70 mg/dL ซึ่งเข้มกว่ามาก

คอเลสเตอรอลสูงเป็นส่วนหนึ่งของภาวะนี้ ซึ่งครอบคลุมทั้ง LDL, HDL และไตรกลีเซอไรด์ด้วย การตรวจเลือดจึงครอบคลุมกว่าการตรวจคอเลสเตอรอลอย่างเดียว

ต้องทำควบคู่กัน การปรับอาหารช่วยลด LDL ได้ราว 10-15% ซึ่งเสริมประสิทธิภาพยาได้ดี แต่ไม่ควรใช้แทนยาที่แพทย์สั่ง

เพราะงานวิจัย Treat Stroke to Target Trial พบว่าการคุม LDL ต่ำกว่า 70 mg/dL ลดความเสี่ยงเกิดสโตรกซ้ำหรือเหตุการณ์หลอดเลือดสำคัญได้มากกว่าการคุมที่ระดับ 100 mg/dL อย่างมีนัยสำคัญ

โดยทั่วไปมักตรวจซ้ำทุก 3-6 เดือนในช่วงที่กำลังปรับยาหรือปรับพฤติกรรม เพื่อดูว่าเข้าเป้า LDL ที่ตั้งไว้หรือยัง

ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพราะความสามารถของร่างกายหลังสโตรกแต่ละคนต่างกัน การเริ่มจากความเข้มข้นต่ำแล้วเพิ่มทีละน้อยเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

สอบถามโปรแกรมฟื้นฟูหลังสโตรกที่ดูแลครบทั้งร่างกายและปัจจัยเสี่ยง ที่ PNKG

  • โทร 080-910-2124
  • LINE @PNKG

เอกสารอ้างอิง

  1. American Heart Association. Understand Your Risk for High Cholesterol. heart.org — https://www.heart.org/en/health-topics/cholesterol/how-to-get-your-cholesterol-tested/understand-risk
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). High Cholesterol Facts. — https://www.cdc.gov/cholesterol/site.html
  3. Kleindorfer DO, et al. 2021 Guideline for the Prevention of Stroke in Patients With Stroke and Transient Ischemic Attack: A Guideline From the American Heart Association/American Stroke Association. Stroke.2021;52(7):e364–e467. สรุปโดย ACC.org: https://www.acc.org/Latest-in-Cardiology/ten-points-to-remember/2021/06/02/18/08/2021-Guideline-for-the-Prevention-of-Stroke
  4. Amarenco P, Kim JS, Labreuche J, et al.; Treat Stroke to Target Investigators. A Comparison of Two LDL Cholesterol Targets after Ischemic Stroke. N Engl J Med. 2020;382(1):9–19. doi: 10.1056/NEJMoa1910355. PMID: 31738483

ส่งอาการเบื้องต้นให้เราช่วยประเมิน

ปรึกษากับทีมแพทย์และนักฟื้นฟูของเรา เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างมั่นใจ และตรงกับอาการมากที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า