เลือดคั่งในสมอง 3 ชนิด เกี่ยวกับสโตรกอย่างไร และการฟื้นฟู

ปัจจัยที่มีผลต่อเส้นเลือดในสมองแตกกี่วันฟื้น - เส้นเลือดในสมองแตกกี่วันฟื้น? ไทม์ไลน์ 4 ช่วง เข้าใจภาวะ Plateau
Table of Contents

เลือดคั่งในสมองคืออะไร

สมองของเราถูกห่อหุ้มด้วยเยื่อหุ้มสมองหลายชั้น และอยู่ภายในกะโหลกศีรษะที่ขยายตัวไม่ได้ เมื่อหลอดเลือดเส้นใดเส้นหนึ่งฉีกขาด เลือดจะไหลออกมารวมเป็นก้อน (hematoma) ในช่องว่างระหว่างชั้นเหล่านั้นหรือในเนื้อสมองเอง

เพราะกะโหลกมีพื้นที่จำกัด ก้อนเลือดที่โตขึ้นจะเพิ่มความดันในกะโหลก (intracranial pressure) และกดเนื้อสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การพูด หรือความรู้สึกตัว อาการที่ผู้ป่วยแสดงออกจึงขึ้นกับว่าเลือดคั่งอยู่ตรงไหนและมีปริมาณเท่าไร

คำนี้มักใช้เรียกรวมหลายภาวะ ตั้งแต่เลือดคั่งจากอุบัติเหตุไปจนถึงเลือดออกในเนื้อสมองจากความดันโลหิตสูง ซึ่งอย่างหลังจัดเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตก

เลือดคั่งในสมองมีกี่ชนิด

แพทย์แบ่งเลือดคั่งตามตำแหน่งที่เลือดไปสะสม ชนิดหลักที่พบบ่อยมี 3 แบบ

ชนิดตำแหน่งสาเหตุที่พบบ่อยลักษณะอาการ
เลือดคั่งเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Epidural hematoma)ระหว่างกะโหลกกับเยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (dura)ศีรษะกระแทกแรงจนกะโหลกร้าว หลอดเลือดแดงฉีกขาดบางรายรู้สึกตัวดีช่วงสั้น ๆ แล้วซึมลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง
เลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นนอก (Subdural hematoma)ระหว่างเยื่อหุ้มสมองชั้นนอกกับชั้นกลางหลอดเลือดดำฉีกจากการกระแทกหรือหกล้ม พบมากในผู้สูงอายุชนิดเฉียบพลันอาการเกิดเร็ว ชนิดเรื้อรังค่อย ๆ มีอาการภายในหลายสัปดาห์
เลือดออกในเนื้อสมอง (Intracerebral hemorrhage)ภายในเนื้อสมองความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หลอดเลือดผิดปกติอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด ปวดศีรษะรุนแรงแบบทันที

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องภาวะเลือดออกในสมอง และภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง (SAH) ซึ่งเป็นเลือดออกอีกชนิดที่มักเกิดจากหลอดเลือดโป่งพองแตก

เลือดคั่งชนิดเรื้อรังในผู้สูงอายุ

ชนิดที่ครอบครัวพลาดบ่อยที่สุดคือเลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองแบบเรื้อรัง (chronic subdural hematoma) ผู้สูงอายุอาจล้มเพียงเล็กน้อยหรือศีรษะชนขอบโต๊ะจนจำไม่ได้ เลือดจะซึมออกช้า ๆ แล้วค่อย ๆ มีอาการหลงลืม เดินเซ หรือแขนขาอ่อนแรงในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา อาการเหล่านี้คล้ายภาวะสมองเสื่อม จึงมักถูกมองข้าม

ระบบสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรระบุว่าการกระแทกศีรษะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดเลือดคั่งชนิดนี้ได้ โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือดื่มแอลกอฮอล์หนัก (NHS: Subdural haematoma)

เลือดคั่งในสมองกับสโตรกเกี่ยวข้องกันอย่างไร

สโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และหลอดเลือดสมองแตก เลือดออกในเนื้อสมองจากหลอดเลือดแตกเองจัดอยู่ในกลุ่มหลัง แพทย์เรียกว่าสโตรกชนิดเลือดออก (hemorrhagic stroke)

สโตรกชนิดเลือดออกพบราว 15% ของสโตรกทั้งหมด อีก 85% เป็นสโตรกตีบ และในกลุ่มเลือดออก ราว 2 ใน 3 เป็นเลือดออกในเนื้อสมอง (Stroke Association: Haemorrhagic stroke)

เลือดคั่งเหนือหรือใต้เยื่อหุ้มสมองจากอุบัติเหตุ ทางการแพทย์จัดเป็นการบาดเจ็บที่สมอง (traumatic brain injury) แต่สิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญหลังผ่าตัดแทบไม่ต่างจากผู้ป่วยสโตรก ทั้งอ่อนแรงครึ่งซีก พูดลำบาก กลืนลำบาก และความจำถดถอย

สโตรกตีบเลือดออกในเนื้อสมอง (สโตรกแตก)เลือดคั่งจากอุบัติเหตุ
กลไกลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดหลอดเลือดในสมองแตกเองแรงกระแทกทำให้หลอดเลือดฉีก
ปัจจัยเสี่ยงหลักความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะความดันสูงที่คุมไม่ได้ ยาละลายลิ่มเลือดหกล้ม อุบัติเหตุ อายุมาก ยาละลายลิ่มเลือด
อาการเด่นอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัดอ่อนแรงครึ่งซีกร่วมกับปวดศีรษะรุนแรงปวดศีรษะ ซึมลง สับสน อ่อนแรง
การฟื้นฟูโปรแกรมฟื้นฟูสโตรกโปรแกรมฟื้นฟูสโตรกใช้หลักเดียวกับการฟื้นฟูสโตรก

ครอบครัวผู้ป่วยจึงใช้ความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยสโตรกได้เกือบทั้งหมด ตั้งแต่การสังเกตอาการไปจนถึงการฟื้นฟูระยะยาว

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเลือดคั่ง

ผู้หญิงใช้มือกดขมับจากอาการปวดหัวข้างเดียว

สาเหตุหลักแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือการบาดเจ็บที่ศีรษะ และโรคของหลอดเลือดเอง

  • อุบัติเหตุที่ศีรษะ เช่น อุบัติเหตุจราจร ตกจากที่สูง หรือหกล้มศีรษะกระแทกพื้น เป็นสาเหตุหลักของเลือดคั่งเหนือและใต้เยื่อหุ้มสมอง
  • ความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ได้ ทำให้ผนังหลอดเลือดเล็กในสมองเปราะและแตกได้ง่าย และเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นของสโตรกทุกชนิด
  • ยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือแอสไพริน ทำให้เลือดหยุดยากเมื่อเกิดการกระแทกแม้เพียงเล็กน้อย
  • อายุที่มากขึ้น เนื้อสมองผู้สูงอายุหดตัวลง หลอดเลือดดำที่เชื่อมสมองกับเยื่อหุ้มจึงถูกยืดและฉีกขาดง่ายกว่าคนหนุ่มสาว
  • การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เพิ่มโอกาสหกล้มและส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • หลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด เช่น หลอดเลือดโป่งพอง (aneurysm) หรือ AVM

ผู้สูงอายุที่ทานยาละลายลิ่มเลือดและเคยหกล้ม เป็นกลุ่มที่ครอบครัวควรเฝ้าดูอาการต่อเนื่องอย่างน้อยหลายสัปดาห์ แม้วันที่ล้มจะดูปกติดี

อาการเลือดคั่งในสมองที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

อาการอาจเกิดภายในไม่กี่นาที หรือค่อย ๆ ปรากฏหลังผ่านไปหลายวันถึงหลายสัปดาห์ สัญญาณที่ควรสังเกตมีดังนี้

  • ปวดศีรษะรุนแรงและปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • คลื่นไส้ อาเจียนซ้ำหลายครั้ง
  • ซึมลง ง่วงผิดปกติ ปลุกตื่นยาก
  • สับสน จำคนใกล้ตัวไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง
  • แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่ง เดินเซ
  • รูม่านตาสองข้างขนาดไม่เท่ากัน
  • ชัก หรือหมดสติ

ถ้าพบอาการเหล่านี้หลังศีรษะกระแทก หรือเกิดขึ้นเองอย่างกะทันหัน ให้โทร 1669 หรือพาไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอดูอาการที่บ้าน เพราะผู้ป่วยบางรายดูปกติในช่วงแรกแล้วทรุดลงภายในไม่กี่ชั่วโมง

อาการอ่อนแรงครึ่งซีกและพูดไม่ชัดยังทับซ้อนกับสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองแบบ BEFAST ซึ่งต้องได้รับการตรวจเร่งด่วนเช่นเดียวกัน

การวินิจฉัยและการรักษา

แพทย์จะประเมินระดับความรู้สึกตัวด้วย Glasgow Coma Scale ร่วมกับการตรวจระบบประสาท แล้วส่งทำ CT scan สมอง ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการดูตำแหน่งและขนาดของก้อนเลือด บางกรณีอาจตรวจ MRI เพิ่มเติม โดยเฉพาะชนิดเรื้อรัง

แนวทางรักษาขึ้นกับขนาดก้อนเลือด ตำแหน่ง และอาการของผู้ป่วย

วิธีรักษาเหมาะกับกรณีไหน
เฝ้าสังเกตอาการและทำ CT ซ้ำก้อนเลือดเล็ก ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี
เจาะรูกะโหลกเพื่อระบายเลือด (Burr hole)เลือดคั่งใต้เยื่อหุ้มสมองแบบเรื้อรังที่เลือดเป็นของเหลว
ผ่าตัดเปิดกะโหลก (Craniotomy)ก้อนเลือดใหญ่ กดเบียดสมอง หรืออาการทรุดเร็ว
ควบคุมความดัน หยุดหรือแก้ฤทธิ์ยาละลายลิ่มเลือดใช้ร่วมกับทุกวิธีเพื่อลดการออกของเลือดซ้ำ

หลังผ่านพ้นช่วงวิกฤต ผู้ป่วยหลายรายยังมีอาการอ่อนแรง กลืนลำบาก หรือความจำและสมาธิลดลง ช่วงนี้เองที่การฟื้นฟูเข้ามามีบทบาท

ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่ต้องเฝ้าระวัง

แม้ผ่าตัดสำเร็จแล้ว ผู้ป่วยยังมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในช่วงหลายสัปดาห์แรก ทีมแพทย์และครอบครัวควรรู้จักไว้ก่อน

ภาวะแทรกซ้อนสิ่งที่อาจสังเกตเห็นการป้องกันหรือดูแล
อาการชักกระตุก เหม่อลอย หรือหมดสติชั่วขณะทานยากันชักตามแพทย์สั่ง และจดบันทึกทุกครั้งที่ชัก
ภาวะน้ำคั่งในโพรงสมองปวดศีรษะ ซึมลง เดินลำบาก ปัสสาวะราดกลับไปพบแพทย์ทันที อาจต้องผ่าตัดใส่สายระบาย
ปอดอักเสบจากการสำลักไอขณะกลืน มีไข้ หายใจเหนื่อยฝึกกลืน ปรับเนื้ออาหาร และจัดท่านั่งตรงขณะทาน
แผลกดทับผิวแดง ช้ำ หรือเป็นแผลบริเวณก้นและส้นเท้าพลิกตัวทุก 2 ชั่วโมง และใช้ที่นอนลดแรงกด
ลิ่มเลือดที่ขาขาบวม แดง ร้อน หรือปวดข้างเดียวขยับขาบ่อย ๆ และลุกจากเตียงเร็วตามที่แพทย์อนุญาต
ภาวะซึมเศร้าไม่อยากฝึก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ร้องไห้บ่อยพูดคุยกับทีมแพทย์ และให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้หลายข้อป้องกันได้ด้วยการลุกจากเตียงเร็วและฝึกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการฟื้นฟู

การฟื้นฟูหลังผ่าตัดเลือดคั่งในสมอง

สมองมีความสามารถในการปรับตัวและสร้างเส้นทางการทำงานใหม่ (neuroplasticity) ซึ่งทำงานได้ดีที่สุดในช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเกิดโรค การเริ่มฟื้นฟูเร็วและต่อเนื่องในช่วงนี้จึงช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น

ทีมฟื้นฟูจึงใช้แนวทางเดียวกับการฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรก ประเมินว่าสมองส่วนไหนได้รับผลกระทบ แล้ววางโปรแกรมให้ตรงกับความสามารถที่หายไป ผู้ป่วยที่เคยเป็นสโตรกมาก่อนแล้วเกิดเลือดคั่งซ้ำ ก็ฟื้นฟูต่อเนื่องในโปรแกรมเดียวกันได้

โปรแกรมฟื้นฟูมักประกอบด้วย

  • กายภาพบำบัด ฝึกการทรงตัว การลุกนั่ง การเดิน และเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อข้างที่อ่อนแรง อ่านเพิ่มเรื่องกายภาพบำบัดกับ PNKG
  • กิจกรรมบำบัด ฝึกใช้มือและกิจวัตรประจำวัน เช่น แต่งตัว ทานข้าว อาบน้ำ (บริการกิจกรรมบำบัดที่ PNKG)
  • ฝึกพูดและฝึกกลืน สำหรับผู้ป่วยที่พูดไม่ชัดหรือสำลักบ่อย
  • ฟื้นฟูความจำและการรับรู้ ฝึกสมาธิ ความจำ และการวางแผน
  • ป้องกันการหกล้มซ้ำ ปรับสภาพบ้านและสอนผู้ดูแล ซึ่งสำคัญมากในผู้สูงอายุ

ผู้ป่วยเลือดคั่งในสมองฟื้นตัวได้แค่ไหน

โอกาสฟื้นตัวของแต่ละคนไม่เท่ากัน แพทย์และทีมฟื้นฟูมักดูจากปัจจัยหลักเหล่านี้

  • ขนาดและตำแหน่งของก้อนเลือด ก้อนเล็ก หรืออยู่ไกลจากสมองส่วนสำคัญ มักฟื้นตัวได้ดีกว่า
  • ระดับความรู้สึกตัวก่อนรักษา ผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัวดีตอนมาถึงโรงพยาบาล มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าผู้ที่หมดสติ
  • ความเร็วในการรักษา ยิ่งระบายเลือดออกได้เร็ว สมองยิ่งถูกกดทับสั้นลง
  • อายุและโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะสมองเสื่อม ทำให้การฟื้นตัวช้าลง
  • การเริ่มฟื้นฟูเร็วและต่อเนื่อง เป็นปัจจัยที่ครอบครัวมีส่วนกำหนดได้มากที่สุด
ระยะช่วงเวลาโดยประมาณเป้าหมายหลัก
ระยะเฉียบพลันช่วงอยู่โรงพยาบาลหลังผ่าตัดควบคุมอาการ ป้องกันแผลกดทับ และเริ่มขยับตัวบนเตียง
ระยะฟื้นฟูช่วงแรก0–3 เดือนฝึกนั่ง ยืน เดิน ฝึกกลืน และฝึกพูด
ระยะฟื้นฟูต่อเนื่อง3–6 เดือนเพิ่มความคล่องในกิจวัตรประจำวัน และลดการพึ่งพาผู้ดูแล
ระยะยาวหลัง 6 เดือนคงความสามารถที่ได้ ป้องกันหกล้ม และป้องกันการเป็นซ้ำ

ช่วงเวลาในตารางเป็นแนวทางทั่วไป ผู้ป่วยบางรายยังพัฒนาได้ต่อเนื่องแม้ผ่านไปเกิน 6 เดือน หากฝึกอย่างสม่ำเสมอ

เลือกศูนย์ฟื้นฟูหลังผ่าตัดสมองอย่างไร

เมื่อแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล หลายครอบครัวต้องตัดสินใจว่าจะฟื้นฟูที่บ้าน หรือที่ศูนย์ฟื้นฟู ข้อที่ควรถามก่อนเลือกมีดังนี้

  • มีทีมสหวิชาชีพครบ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักโภชนาการ หรือไม่
  • อยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือไม่ เผื่อกรณีฉุกเฉิน หรือต้องกลับไปพบแพทย์ระบบประสาท
  • วางแผนฟื้นฟูรายบุคคล และประเมินผลเป็นระยะหรือไม่
  • ชั่วโมงฝึกในแต่ละวัน มากพอสำหรับช่วงเวลาทองหรือไม่
  • สอนญาติและผู้ดูแล ก่อนรับผู้ป่วยกลับบ้านหรือไม่
  • มีบริการประเมินและปรับสภาพบ้าน ให้ปลอดภัยต่อการหกล้มหรือไม่

ศูนย์ที่ตอบข้อเหล่านี้ได้ครบ จะช่วยให้ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟู ไม่เสียไปเปล่า ๆ

ฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกและเลือดคั่งในสมองกับ PNKG

PNKG Recovery & Elder Care Center ตั้งอยู่ชั้น 2 โรงพยาบาลปริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ผู้ป่วยหลังผ่าตัดสมองจึงฟื้นฟูต่อได้ใกล้ทีมแพทย์ของโรงพยาบาล ทีมนักกายภาพบำบัดไทย-ญี่ปุ่นดูแลตามแนวคิด Kaigo-Do (介護道) ที่เน้นให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด

การดูแลผู้ป่วยเมื่อกลับบ้าน

ช่วงแรกหลังออกจากโรงพยาบาลเป็นช่วงที่ผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง ครอบครัวควรเตรียมเรื่องต่อไปนี้

  • สังเกตอาการทางระบบประสาททุกวัน ถ้าปวดศีรษะมากขึ้น ซึมลง หรืออ่อนแรงเพิ่ม ให้กลับไปพบแพทย์ทันที เพราะเลือดคั่งชนิดเรื้อรังกลับมาเป็นซ้ำได้
  • ทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะยาลดความดัน ห้ามเริ่มหรือหยุดยาละลายลิ่มเลือดเอง
  • จัดบ้านให้ปลอดภัย ติดราวจับในห้องน้ำ ใช้แผ่นกันลื่น เปิดไฟทางเดินตอนกลางคืน และเก็บของที่วางเกะกะพื้น
  • ฝึกต่อเนื่องที่บ้าน ทำท่ากายภาพที่นักกายภาพสอนทุกวัน ให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรเองเท่าที่ทำได้ ผู้ดูแลช่วยเฉพาะส่วนที่ทำไม่ได้
  • ดูแลเรื่องการกลืนและอาหาร ผู้ป่วยที่กลืนลำบากควรได้อาหารเนื้อนุ่มตามคำแนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงสำลักและปอดอักเสบ

แนวทางนี้ใกล้เคียงกับการดูแลผู้ป่วยสโตรก ครอบครัวจึงนำไปปรับใช้ได้ทันที

บทบาทของญาติในการฟื้นฟูผู้ป่วย

ญาติคือคนที่อยู่กับผู้ป่วยมากที่สุด และมีผลต่อการฟื้นตัวมากกว่าที่หลายคนคิด สิ่งที่ญาติช่วยได้มีทั้งเรื่องร่างกายและจิตใจ

  • ให้ผู้ป่วยทำเองก่อน แม้จะช้า เช่น ติดกระดุม ตักข้าว หรือลุกจากเก้าอี้ ญาติช่วยเฉพาะส่วนที่ทำไม่ได้จริง ๆ แนวคิดนี้ตรงกับหลัก Kaigo-Do ที่ PNKG ใช้
  • ชวนคุยและทำกิจกรรมที่คุ้นเคย เช่น ดูรูปเก่า ฟังเพลงที่ชอบ หรือเล่นเกมง่าย ๆ เพื่อกระตุ้นความจำและการสื่อสาร
  • ชมความก้าวหน้าเล็ก ๆ การยืนได้นานขึ้นอีกไม่กี่วินาที ก็เป็นกำลังใจที่สำคัญสำหรับผู้ป่วย
  • เข้าร่วมการฝึกกับนักกายภาพบำบัด เพื่อเรียนท่าที่ถูกต้อง และนำไปฝึกต่อที่บ้านได้อย่างปลอดภัย
  • ดูแลตัวเองด้วย ผู้ดูแลที่เหนื่อยล้าสะสม มักหมดแรงก่อนผู้ป่วยจะฟื้นตัว ควรแบ่งเวรกับคนในครอบครัว หรือหาผู้ช่วยดูแลบางช่วง

การฟื้นฟูที่ได้ผลดี มักเกิดจากทีมแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

วิธีป้องกันเลือดคั่งและสโตรก

ภาวะนี้หลายกรณีป้องกันได้ ทั้งจากการลดอุบัติเหตุและการคุมโรคประจำตัว

  • คุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด และวัดความดันที่บ้านเป็นประจำ
  • ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ ฝึกการทรงตัว เลือกรองเท้าพื้นยาง ตรวจสายตา และทบทวนยาที่ทำให้ง่วงหรือเวียนศีรษะ
  • สวมหมวกกันน็อกและคาดเข็มขัดนิรภัย ทุกครั้งที่เดินทาง
  • งดหรือลดแอลกอฮอล์และบุหรี่ ซึ่งเพิ่มทั้งความเสี่ยงหกล้มและความเสี่ยงสโตรก
  • แจ้งแพทย์ทุกครั้งที่ศีรษะกระแทก ถ้ากำลังทานยาละลายลิ่มเลือด แม้ไม่มีอาการ

ผู้ที่เคยเป็นสโตรกมาแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำ การป้องกันข้อเหล่านี้จึงลดความเสี่ยงได้ทั้งเลือดคั่งซ้ำและสโตรกครั้งใหม่

คำถามที่พบบ่อย

ก้อนเลือดขนาดเล็กที่ไม่กดเบียดสมองอาจถูกร่างกายดูดซึมไปเองได้ภายใต้การติดตามของแพทย์ แต่ถ้าก้อนใหญ่หรือมีอาการทางระบบประสาท ต้องได้รับการผ่าตัด ห้ามรอให้หายเองโดยไม่ได้ตรวจ

เส้นเลือดในสมองแตกเป็นสาเหตุหนึ่งของเลือดออกในเนื้อสมอง ส่วนเลือดคั่งเป็นคำที่ครอบคลุมกว้างกว่า รวมถึงเลือดคั่งใต้หรือเหนือเยื่อหุ้มสมองที่มักเกิดจากอุบัติเหตุด้วย

ถ้าเป็นเลือดออกในเนื้อสมองจากหลอดเลือดแตกเอง นับเป็นสโตรกชนิดเลือดออก ส่วนเลือดคั่งจากอุบัติเหตุจัดเป็นการบาดเจ็บที่สมอง แต่ทั้งสองแบบใช้หลักการฟื้นฟูแบบเดียวกับผู้ป่วยสโตรก

ควรไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด เพราะเลือดคั่งชนิดเรื้อรังอาจแสดงอาการช้าหลายสัปดาห์

แตกต่างกันในแต่ละราย ขึ้นกับความรุนแรงและอายุ ส่วนใหญ่เห็นพัฒนาการชัดเจนในช่วง 3–6 เดือนแรก และหลายรายยังพัฒนาต่อได้หลังจากนั้นหากฝึกสม่ำเสมอ

ได้ โดยเฉพาะชนิดเรื้อรังใต้เยื่อหุ้มสมอง ซึ่งพบการเกิดซ้ำหลังผ่าตัดได้บ่อย ครอบครัวจึงควรพาไปตรวจตามนัดทุกครั้ง และสังเกตอาการปวดศีรษะ ซึมลง หรืออ่อนแรงที่กลับมาใหม่

หลายรายกลับมาเดินได้ ขึ้นกับความเสียหายของสมองและความต่อเนื่องของการฝึก ไม่ควรรอให้แข็งแรงก่อนแล้วค่อยเริ่ม ควรเริ่มขยับตั้งแต่แพทย์อนุญาต เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ข้อติด และแผลกดทับ

ได้ ส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ เช่น รถจักรยานยนต์ ล้มศีรษะกระแทก หรือบาดเจ็บจากกีฬา บางรายเกิดจากหลอดเลือดผิดปกติแต่กำเนิด ที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน

อาจทำให้ความจำ สมาธิ หรือการวางแผนลดลงได้ โดยเฉพาะเมื่อก้อนเลือดกดสมองส่วนหน้าหรือด้านข้าง หลายรายดีขึ้นได้ด้วยการฝึกการรับรู้อย่างต่อเนื่อง และควรประเมินซ้ำเป็นระยะ

ไม่มีระยะเวลาตายตัว ขึ้นกับอาการชัก การมองเห็น ความเร็วในการตัดสินใจ และกำลังแขนขา ควรให้แพทย์ประเมินก่อนทุกครั้ง ไม่ควรตัดสินใจเองแม้จะรู้สึกว่าหายดีแล้ว

  • ปรึกษาแผนการฟื้นฟูได้ที่ โทร 080-910-2124
  • หรือ LINE @PNKG
  • (จันทร์–เสาร์ 09:00–17:00)

เอกสารอ้างอิง

  1. NHS. Subdural haematoma. https://www.nhs.uk/conditions/subdural-haematoma
  2. NHS. Subdural haematoma: Causes. https://www.nhs.uk/conditions/subdural-haematoma/causes
  3. NHS. Subdural haematoma: Treatment. https://www.nhs.uk/conditions/subdural-haematoma/treatment/
  4. Stroke Association. Haemorrhagic stroke. https://www.stroke.org.uk/stroke/types/haemorrhagic
  5. Unnithan AKA, Das JM, Mehta P. Hemorrhagic Stroke. StatPearls. National Library of Medicine (NCBI). https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK559173/

ส่งอาการเบื้องต้นให้เราช่วยประเมิน

ปรึกษากับทีมแพทย์และนักฟื้นฟูของเรา เพื่อให้คุณวางแผนได้อย่างมั่นใจ และตรงกับอาการมากที่สุด

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า