โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร? ทำความรู้จักภัยเงียบที่พรากชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก เปิด 19 ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นโอกาสในการเกิดโรค รู้ก่อนรอด ปลอดอัมพาต และ 6 สัญญาณ Be Fast Stroke อาการเด่นที่สังเกตได้ มีอะไรบ้าง? PNKG Recovery and Elder Care รวมคำตอบมาให้แล้ว
รู้จักสโตรกคืออะไร?
โรคหลอดเลือดสมอง หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า สโตรก คือ ภาวะสมองขาดเลือด ซึ่งอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) หรือหลอดเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจน และตายในที่สุด นำไปสู่ความพิการทางร่างกาย หรือเสียชีวิตได้
สโตรก (Stroke) มีกี่ประเภท?

ภาวะนี้สามารถแบ่งได้ 2 ประเภทหลัก ๆ คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดสมองแตก โดยแต่ละประเภทมีกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกัน แม้จุดเริ่มต้นจะไม่เหมือนกัน แต่ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดกับเซลล์สมองมักคล้ายคลึงกัน คือการขาดออกซิเจนและความเสียหายที่อาจนำไปสู่ความพิการถาวรหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนี้
โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke)
เป็นประเภทสโตรกที่เกิดจากเส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งสามารถเกิดได้หลายปัจจัย เช่น อายุ ความดันโลหิต ไขมัน เบาหวาน โรคหัวใจ ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการดังข้างต้นเป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลให้ผนังหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง เมื่อสมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ก็จะทำให้สมองส่วนนั้นเสียหายจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของร่างกาย นำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาตในที่สุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เส้นเลือดในสมองตีบ 6 สัญญาณอันตราย
โรคหลอดเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
มักจะเกิดขึ้นเมื่อผนังหลอดเลือดอ่อนแอ หรือเปราะบาง ซึ่งอาจเกิดจากความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือปัจจัยอื่น ๆ เช่น อะไมลอยด์ (Amyloid) กลุ่มอาการเส้นเลือดผิดปกติ (เส้นเลือดโป่งพองตั้งแต่กำเนิด ภาวะหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำผิดปกติในสมอง หรือ AVM) หรือเนื้องอกในสมองหรือมะเร็งสมอง เป็นต้น ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดเปราะและฉีกขาดได้ง่าย เมื่อมีเส้นเลือดในสมองแตก เลือดที่ไหลจะไปกดทับเนื้อเยื่อในสมอง ทำให้เซลล์สมองบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและเสียหายในที่สุด อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เส้นเลือดในสมองแตก คือ? เช็ก 6 สัญญาณอาการ
19 สาเหตุหลักกระตุ้นให้เกิดสโตรก

สาเหตุการเกิดสโตรกหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งได้ 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งหมด 19 สาเหตุ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้
ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคเส้นเลือดในสมองที่สามารถควบคุมได้ สามารถแบ่งได้ 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และโรคประจำตัว
พฤติกรรมการใช้ชีวิต
- รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และรสเค็ม
- การสูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- ขาดการออกกำลังกาย
- ความเครียดสะสม ส่งผลต่อความดันโลหิต เพิ่มโอกาสในการเกิดโรค
- พักผ่อนไม่เพียงพอ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เช่น เบาหวาน หัวใจ และโรคอ้วน ซึ่งโรคเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคสโตรก
โรคประจำตัว
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันสูง
- โรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว โรคลิ้นหัวใจติดเชื้อ เป็นต้น
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาระดับออกซิเจน กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกทำให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ความดันสูงขึ้นในช่วงที่มีภาวะหยุดหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง และกระตุ้นการอักเสบของผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือด
ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ สามารถเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือด และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ เป็นต้น
ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
- ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงหนาขึ้นจากการสะสมไขมันและคอเลสเตอรอล ทำให้หลอดเลือดสมองตีบและอ่อนแอลง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดหรือเส้นเลือดในสมองแตกได้
- เส้นเลือดผิดปกติ เช่น เส้นเลือดโป่งพองตั้งแต่กำเนิด (Aneurysm) ภาวะหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำผิดปกติในสมอง (AVM) ทำให้หลอดเลือดเจริญผิดปกติ เปราะบางและแตกง่าย เมื่อมีความดันเลือดไหลผ่าน ผนังหลอดเลือดจะโป่งพองคล้ายถุงลม และมีโอกาสแตกได้ตลอดเวลา
- โรคหลอดเลือดผิดปกติตั้งแต่กำเนิด เช่น หลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) CADASIL โรคโมยา โมยา (Moyamoya Disease) เป็นต้น
- การเซาะตัวของผนังหลอดเลือดที่คอ (Carotid or Vertebral artery dissection) เป็นภาวะการฉีกขาดของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวณลำคอที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ทำให้เกิดลิ่มเลือดในที่สุด
ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
- เพศ เพศชายมีความเสี่ยงที่จะเป็นสโตรกมากกว่าเพศหญิง ในทางกลับกัน เมื่ออายุมากขึ้น เพศหญิงมีโอกาสที่จะเป็น Stroke และเสียชีวิตมากกว่าเพศชาย
- เชื้อชาติ บางเชื้อชาติมีความเสี่ยงมากกว่าเชื้อชาติอื่น เช่น คนชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน
- สมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นสโตรก
- การใช้ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเอสโตรเจน อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง
ข้อมูลจาก CDC (Centers for Disease Control and Prevention) ยืนยันว่าความเสี่ยงของสโตรกจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวทุก ๆ 10 ปีหลังอายุ 55 ปี และปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้อย่างประวัติครอบครัวก็มีผลอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน ยิ่งตอกย้ำว่าการรู้จักปัจจัยเสี่ยงของตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนป้องกันได้ตรงจุดมากขึ้น
อาการสโตรกเป็นอย่างไร? เช็ก 5 สัญญาณที่สังเกตได้

รู้จัก Be Fast Stroke 5 สัญญาณ Stroke อาการที่สามารถสังเกตได้ โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเผชิญ หมั่นสังเกตคนใกล้ตัว หากพบ 5 อาการดังต่อไปนี้ ควรส่งตัวไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
- B – Balance การทรงตัวผิดปกติ ทรงอยู่ไม่ได้ หรือเดินเซ มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน อาจมาพร้อมกับอาการอาเจียน
- E – Eye ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นอย่างเฉียบพลัน
- F – Face หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว มุมปากตก
- A – Arms แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ข้างใดข้างหนึ่ง ยกไม่ขึ้น หรือไม่มีแรง
- S – Speech พูดไม่ชัด ไม่รู้เรื่อง ลิ้นแข็ง พูดไม่เป็นคำ หรือพูดตะกุกตะกัก
และตัวสุดท้ายกับ T – Time เมื่อพบคนใกล้ตัว หรือตัวเองมีอาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 4.30 ชั่วโมง เพื่อลดความเสียหายของสมอง ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมลดโอกาสเสียชีวิตได้อย่างตรงจุด
5 ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการสโตรก
สำหรับภาวะที่อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สมองขาดเลือด และบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบ โดยภาวะแทรกซ้อนที่พบหลัก ๆ จะแบ่งได้ 5 รูปแบบ ดังนี้
อัมพาต
หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งเกิดจากความเสียหายของเซลล์สมองบริเวณที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ความจำสูญหาย สับสน
ผู้ป่วยจะมีปัญหาในการจดจำข้อมูลใหม่ ๆ หรือสับสนกับความทรงจำในอดีต เช่น จำเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้ ลืมชื่อคนหรือสิ่งของ สับสนเวลาและสถานที่ เป็นต้น
มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร และความเข้าใจ
เป็นอีกหนึ่งภาวะที่พบบ่อยหลังผู้ป่วยมีอาการสโตรก ซึ่งเกิดจากความเสียหายบริเวณสมองที่ควบคุมการสื่อสาร บางรายอาจมีปัญหาเรื่องความเข้าใจ การวิเคราะห์และการตัดสินใจ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีปัญหาในการสื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งรวมถึงการอ่านและการเขียนด้วย
ภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia)
คือภาวะที่สมองที่ควบคุมการกลืนได้รับความเสียหาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนทำงานผิดปกติ โดยภาวะนี้จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการสำลักหรือไอขณะดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ลดคุณภาพชีวิต และยังมีโอกาสปอดติดเชื้อจากอาการสำลักได้อีกด้วย
อารมณ์แปรปรวน
ผู้ป่วยจะพบปัญหาในการจัดการอารมณ์ อารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หงุดหงิดง่าย ซึ่งเกิดจากความเสียหายของสมอง ความเครียด และภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นได้
ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อพร้อมกันในผู้ป่วยรายเดียว ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของสมองที่ได้รับผลกระทบ การประเมินอาการอย่างละเอียดตั้งแต่ระยะแรกโดยทีมสหวิชาชีพ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนฟื้นฟูที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อลดผลกระทบระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตให้ได้มากที่สุด
วินิจฉัยสโตรกได้อย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการต้องสงสัย แพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยตามลำดับดังนี้ เพื่อยืนยันชนิดของสโตรกและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะซักประวัติอาการ โรคประจำตัว และปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย พร้อมตรวจวัดความดันโลหิต สัญญาณชีพ และตรวจระบบประสาทเบื้องต้น เพื่อประเมินตำแหน่งที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงบันทึกเวลาที่เริ่มมีอาการให้แม่นยำที่สุด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการเลือกวิธีรักษา
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
ตรวจค่าเลือดและปัสสาวะ เพื่อดูภาวะการแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค
การตรวจทางรังสีวิทยา
ใช้ CT Scan สมองเพื่อแยกระหว่างสโตรกชนิดตีบและชนิดแตกอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการเลือกวิธีรักษา เนื่องจากยาละลายลิ่มเลือดที่ใช้รักษาชนิดตีบ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI เพิ่มเติมเพื่อดูรายละเอียดของเนื้อเยื่อสมองและหาสาเหตุเชิงลึกต่อไป
สโตรก วิธีรักษามีอะไรบ้าง?

การรักษาสโตรกจะขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค เพื่อลดความเสียหายของเซลล์สมองให้มากที่สุด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสมรรถภาพกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยสามารถแบ่งวิธีการรักษาได้ 3 วิธี ได้แก่ การรักษาด้วยยา การใส่สายสวน และการผ่าตัด
การรักษาสโตรกด้วยยา
- ยาละลายลิ่มเลือด ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมองที่มีลิ่มเลือดอุดตัน เพื่อสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสของการฟื้นตัวจากความพิการให้กลับมาปกติหรือใกล้เคียงปกติได้มากถึง 30-50% และลดโอกาสเสียชีวิตได้
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดใหม่ โดยจะทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ เช่น Warfarin, Apixaban เป็นต้น
- ยาลดความดันโลหิต ใช้ควบคุมความดันโลหิตให้คงที่ ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมอง
- ยาลดไขมัน ลดระดับคอเลสเตอรอล (LDL) ในเลือด เช่น Atorvastatin (Lipitor) หรือ Rosuvastatin (Crestor) เป็นต้น
การรักษาด้วยการใส่สายสวน
เป็นหนึ่งในเทคนิคการรักษาโรคเส้นเลือดในสมอง เพื่อลดความเสียหายของเซลล์สมอง และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว และยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีกด้วย
การรักษาด้วยการผ่าตัด
เป็นวิธีที่ใช้กรณีรักษาสโตรกด้วยยาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น อาการสมองขาดเลือด หลอดเลือดสมองแตก หลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นต้น
ทั้งนี้ วิธีการรักษาทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นและการฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วยจะให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ทันเวลา ยิ่งเร็วมากเท่าไรก็ยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงความรุนแรงของโรค โรคประจำตัว และเทคนิควิธีที่ใช้ในการรักษา นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น การป้องกันภาวะแทรกซ้อน การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องในช่วง Golden Period กำลังใจจากคนในครอบครัว ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการฟื้นตัวสมรรถภาพผู้ป่วยทั้งหมด
ป้องกันสโตรกได้อย่างไร?
ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ หลัก ๆ แล้วจะเน้นป้องกันจากสาเหตุการเกิดโรค รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดอาการสโตรก ได้แก่
- ตรวจสุขภาพประจำปี
- ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รสจัด และเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเบาหวาน
- ผ่อนคลายจากความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ปกติ
- งดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
- การรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การรักษาโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และการงดสูบบุหรี่
สำหรับครอบครัวที่กำลังดูแลผู้ป่วยสโตรก การมีความรู้และแนวทางที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงของการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว การสังเกตสัญญาณเตือนล่วงหน้าอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการพาผู้ป่วยไปตรวจสุขภาพตามนัดอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดโอกาสการเกิดสโตรกซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากบทความ 4 วิธีดูแลผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบให้แข็งแรง ลดเสี่ยงป่วยซ้ำ หรือถ้าต้องการฟื้นฟูอย่างเข้มข้นมากขึ้น ทั้งด้านการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่องด้วยศาสตร์ไคโก-โดะ (Kaigo-Do) แนวทางการดูแลแบบญี่ปุ่นที่เน้นทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเป็นองค์รวม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
การดูแลผู้ป่วยหลังกลับบ้านทำอย่างไร?
หลังจากผู้ป่วยพ้นระยะวิกฤตและได้รับอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านหรือศูนย์ฟื้นฟู ผู้ดูแลมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย โดยควรให้ความสำคัญกับประเด็นต่อไปนี้
- ทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องตามแผนที่แพทย์กำหนด โดยเฉพาะในช่วง Golden Period ที่สมองยังมีความสามารถในการปรับตัว (Neuroplasticity) สูง
- จัดสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงการหกล้ม เช่น ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ปูพื้นกันลื่น และจัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ
- ควบคุมโรคประจำตัวและรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดซ้ำ
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะรุนแรงขึ้น ซึมลง หรือแขนขาอ่อนแรงมากขึ้น และรีบพาไปพบแพทย์ทันทีหากพบสัญญาณเหล่านี้
- ดูแลด้านจิตใจของผู้ป่วยและผู้ดูแล เนื่องจากการฟื้นฟูเป็นกระบวนการระยะยาวที่ต้องใช้ความอดทนทั้งสองฝ่าย การพักผ่อนของผู้ดูแลเองก็สำคัญไม่แพ้กัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดในสมอง
Stroke คืออะไร?
สโตรก หรือโรคหลอดเลือดสมอง คือ ภาวะที่เกิดจากการที่หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เซลล์สมองจึงขาดออกซิเจนและสารอาหาร ทำให้เซลล์สมองตายในที่สุด ภาวะนี้จัดเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดความเสียหายของสมองให้น้อยที่สุด
โรคหลอดเลือดสมอง มีกี่ประเภท?
แบ่งได้ 2 ประเภทหลัก คือ โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) ที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ที่เกิดจากผนังหลอดเลือดฉีกขาดจนมีเลือดออกไปกดทับเนื้อเยื่อสมอง แม้กลไกจะต่างกัน แต่ทั้งสองประเภทล้วนทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและเสียหายได้เช่นเดียวกัน
อาการสโตรก เกิดจากอะไร?
ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการสโตรกมีหลายประการ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์หนัก โรคหัวใจ อายุ พันธุกรรม และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
อาการสโตรก รักษาหายไหม?
ภาวะนี้สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ หากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วภายในเวลาทอง จะช่วยลดความเสียหายของเซลล์สมองและเพิ่มโอกาสฟื้นตัวใกล้เคียงปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการรักษาขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ ความรวดเร็วในการรักษา และการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องหลังพ้นระยะวิกฤต ผู้ป่วยบางรายอาจกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ในขณะที่บางรายอาจมีความบกพร่องหลงเหลืออยู่บ้าง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของแต่ละบุคคล
ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care ชั้น 2 โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ตั้งแต่เวลา 8:30 – 17:30 น. จันทร์ – เสาร์ (ปิดบริการวันอาทิตย์)
โทร: 080-910-2124
Line: PNKG
Facebook: PNKG Recovery and Elder Care

Content Writer มีประสบการณ์ด้านงานเขียนสุขภาพ การฟื้นฟูสมรรถภาพ และให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ ในแบบฉบับเข้าใจง่ายมากกว่า 5 ปี




